[爆卦]1880s fashion是什麼?優點缺點精華區懶人包

雖然這篇1880s fashion鄉民發文沒有被收入到精華區:在1880s fashion這個話題中,我們另外找到其它相關的精選爆讚文章

在 1880s產品中有48篇Facebook貼文,粉絲數超過178萬的網紅ลงทุนแมน,也在其Facebook貼文中提到, ทำไมประเทศญี่ปุ่น เต็มไปด้วย เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ /โดย ลงทุนแมน หากพูดถึงประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็จะได้พบเห็นเครื่องขายสินค้าอัตโนมัต...

 同時也有2部Youtube影片,追蹤數超過2,820的網紅大滝友梨亜,也在其Youtube影片中提到,番組もみてね! メイドインにいがた「防災・新型コロナ対策展」 https://www.youtube.com/watch?v=6UPSjZ-ECzA&t=1880s 早すぎるオンナでした😉😉😉 ーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーー 1stシングル『乙女模様』 C...

1880s 在 Eric Yang Instagram 的最讚貼文

2021-09-16 05:42:30

[時事英文] The SD-03 It’s a car. It’s a plane. No, it’s the SD-03! ★★★★★★★★★★★★ In the 1880s, the first automobile was developed and about two decades...

1880s 在 Eric Yang Instagram 的最讚貼文

2020-12-03 15:35:37

[時事英文] The SD-03 It’s a car. It’s a plane. No, it’s the SD-03! ★★★★★★★★★★★★ In the 1880s, the first automobile was developed and about two decades...

  • 1880s 在 ลงทุนแมน Facebook 的精選貼文

    2021-06-17 20:00:34
    有 4,524 人按讚

    ทำไมประเทศญี่ปุ่น เต็มไปด้วย เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ /โดย ลงทุนแมน
    หากพูดถึงประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็จะได้พบเห็นเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ
    ซึ่งนอกจากเรื่องจำนวนเครื่องแล้ว ความหลากหลายและแปลกตา
    ของประเภทสินค้าที่ขายผ่านเครื่องเหล่านั้น ก็สะดุดตาไม่แพ้กัน

    เพราะมีสินค้าตั้งแต่น้ำผลไม้ ชา กาแฟ ขนม ซุปอุ่นร้อน อาหารพร้อมทาน บุหรี่ สาเก เบียร์
    ไปจนถึงตั๋วรถไฟ หรือแม้แต่เครื่องสั่งอาหาร เช่น ราเม็ง ก็มีเป็นตู้อัตโนมัติ
    ซึ่งถือว่าสร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นสีสันให้นักท่องเที่ยวได้มากทีเดียว

    แล้วอะไรที่ทำให้เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ
    ได้รับความนิยมสูงในประเทศญี่ปุ่น ?
    ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
    ╔═══════════╗
    Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
    ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
    แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
    Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
    ╚═══════════╝
    จริง ๆ แล้ว เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ
    ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 1 ในประเทศอียิปต์
    โดยวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกที่ชื่อว่า เฮโรแห่งอะเล็กซานเดรีย
    เขาคนนี้ได้คิดค้นเครื่องอัตโนมัติ ที่รับชำระด้วยเหรียญ เพื่อใช้สำหรับขายน้ำมนต์ในวิหาร

    แต่ถ้าเราพูดถึงเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติแบบที่เราคุ้นตาในยุคปัจจุบัน
    มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศอังกฤษ ในช่วงกลางทศวรรษ 1880s
    โดยถูกนำไปใช้จำหน่ายโปสต์การ์ดและแสตมป์ ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง

    ในเวลาต่อมา เครื่องดังกล่าวก็ได้เริ่มนำมาใช้ขายสินค้าประเภทขนม

    ปี 1888 บริษัทหมากฝรั่งสัญชาติอเมริกันที่ชื่อ Thomas Adams
    เริ่มขายหมากฝรั่งด้วยเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติตามสถานีรถไฟในนิวยอร์ก

    ปี 1893 โรงงานช็อกโกแลตสัญชาติเยอรมัน ที่ชื่อ Stollwerck
    เริ่มขายช็อกโกแลตด้วยเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ

    แม้ว่าจะมีจุดเริ่มต้นจากอังกฤษ แต่ประเทศที่เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ
    ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก กลับกลายเป็นประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง
    นั่นก็คือ “ประเทศญี่ปุ่น”

    ในประเทศญี่ปุ่น เริ่มมีการใช้เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติหลังจากฝั่งตะวันตกได้ไม่นาน
    โดยในช่วงทศวรรษ 1900s ได้ถูกเริ่มนำมาใช้ขายโปสต์การ์ด แสตมป์ และสาเก

    ต่อมา เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติเริ่มใช้กันแพร่หลายมากขึ้น จากเป็นเครื่องขายขนม
    ก็ได้กลายมาเป็นเครื่องขายน้ำผลไม้และเครื่องดื่มในช่วงปลายทศวรรษ 1950s

    ภายหลังน้ำผลไม้และเครื่องดื่ม ก็ได้กลายมาเป็นสินค้าหลัก ที่ถูกนำมาวางขาย
    ในตู้กดสินค้าอัตโนมัติและมีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าทั้งหมด เลยทีเดียว

    ปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่นมีเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติกว่า 4 ล้านเครื่อง
    คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติทั่วโลก

    ในขณะเดียวกัน เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ 1 เครื่อง
    จะครอบคลุมประชากรญี่ปุ่นราว 30 คน
    ซึ่งถือเป็นความหนาแน่นต่อประชากร ที่มากที่สุดในโลก

    โดยสินค้าที่ขายผ่านเครื่องอัตโนมัติเหล่านี้
    มียอดขายในญี่ปุ่นต่อปีกว่า 1.31 ล้านล้านบาท

    แล้วอะไรกัน ที่ทำให้เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ
    ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ?

    ถ้าเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย หรือความรวดเร็วในการซื้อสินค้า
    โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางสำนักงาน ซึ่งผู้คนต่างใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ
    เหตุผลเหล่านี้ ก็ควรทำให้เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ ได้รับความนิยมสูงมากในหลายประเทศ
    แต่ความนิยมในประเทศญี่ปุ่นนั้น เกิดขึ้นจาก “ปัจจัยเฉพาะตัว” ผสมเข้าไปด้วย

    ปัจจัยแรก มีต้นทุนค่าแรงที่สูง

    ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับการขาดแคลนแรงงาน
    ทั้งจากอัตราการเกิดที่ต่ำ จนนำมาซึ่งสังคมผู้สูงอายุ
    รวมถึงแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในญี่ปุ่น ยังมีไม่เยอะเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

    แรงงานที่ขาดแคลน จึงทำให้ต้นทุนค่าแรงแพงขึ้นตามไปด้วย
    เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติเหล่านี้จึงตอบโจทย์ เพราะสามารถขายของได้แม้ไม่ต้องมีพนักงานขาย
    ใช้เพียงพนักงานที่นำสินค้าไปเติม และเก็บเงินออกจากตู้เท่านั้น

    ปัจจัยที่สอง ประชากรกระจุกตัวอยู่ในเมือง และอสังหาริมทรัพย์มีราคาแพง

    ญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหนาแน่นของจำนวนประชากรต่อขนาดพื้นที่มากที่สุดในโลก
    และประชากรกว่า 90% ของประเทศ กระจุกตัวอาศัยอยู่ในเมือง
    จึงทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นมีราคาสูง

    ผู้ประกอบการ ทั้งร้านค้าปลีกรวมถึงเจ้าของสินค้า จึงเลือกขายสินค้าผ่านเครื่องอัตโนมัติ มากกว่าการเปิดร้านค้า เพราะเมื่อเทียบรายได้จากการขายที่เท่ากัน การขายผ่านเครื่องอัตโนมัติ ใช้พื้นที่น้อยกว่าร้านค้า จึงทำให้มีต้นทุนถูกกว่า

    ปัจจัยที่สาม มีอัตราการขโมยของน้อยมาก

    ประเทศญี่ปุ่น มีอัตราการขโมยของต่ำมาก เกือบจะน้อยที่สุดในโลก
    และอัตราการทำลายทรัพย์สินสาธารณะก็น้อยมากเช่นกัน
    การติดตั้งเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติในพื้นที่สาธารณะ จึงทำได้อย่างสบายใจ

    และปัจจัยสุดท้าย คนญี่ปุ่นยังคงใช้เงินสดเป็นหลัก

    ประเทศญี่ปุ่น มีสัดส่วนการชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสดอยู่เพียง 20%
    ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
    เทียบกับสัดส่วนในประเทศเกาหลีใต้ที่ 96% และจีนที่ 66%

    ซึ่งเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ ที่ส่วนใหญ่ยังคงรับชำระด้วยเหรียญเป็นหลัก
    จึงยังคงได้รับความนิยม แม้มีบางเครื่องจะเริ่มใช้บัตรเติมเงินที่ใช้แทนเงินสดได้
    อย่างเช่น IC Card มาตั้งแต่ปี 2001 แล้ว แต่ยังถือเป็นสัดส่วนที่น้อย

    ถึงแม้ว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นอุดมไปด้วยเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ
    แต่อนาคตของเครื่องเหล่านี้ กลับกำลังเผชิญความท้าทาย..

    เพราะในประเทศญี่ปุ่น ที่บอกว่ามีเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติกว่า 4 ล้านเครื่อง

    แต่จำนวนดังกล่าว ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 5.6 ล้านเครื่องเมื่อปี 2000 หรือหายไปกว่า 1 ใน 4

    ซึ่งผู้ที่มาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดไปก็คือ “ร้านสะดวกซื้อ”
    โดยเฉพาะกับสินค้าอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และกาแฟกระป๋อง
    ที่ยอดขายลดลงอย่างมีนัย นั่นก็เป็นเพราะว่า

    ปี 1995 ญี่ปุ่นเลิกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านเครื่องอัตโนมัติ เพื่อป้องกันผู้ซื้อที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์
    ปี 2008 ญี่ปุ่นเริ่มให้ผู้ซื้อบุหรี่ต้องยืนยันอายุก่อนซื้อ การซื้อโดยตรงจากร้านสะดวกซื้อจึงสะดวกกว่า
    ปี 2011 เหล่าเชนร้านสะดวกซื้อ เริ่มมีเครื่องชงกาแฟดริปให้บริการในราคาไม่ต่างจากกาแฟกระป๋อง จึงทำให้คนหันมาซื้อกาแฟชงสดจากร้านสะดวกซื้อแทน

    และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2020 ที่ผลจากโควิด 19 ดูเหมือนจะไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติเหล่านี้
    เพราะสามารถซื้อสินค้าจากตู้ได้โดยตรง ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนขาย

    แต่ปัญหาก็คือว่า เมื่อคนส่วนมากทำงานที่บ้าน
    ผู้คนที่เดินผ่านไปมาตามท้องถนนจึงลดลงและถึงต่อให้เดินผ่าน
    ก็คงหลีกเลี่ยงการสัมผัสตู้สาธารณะเหล่านี้โดยไม่จำเป็น
    กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติเป็นประจำจึงหายไป
    ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางนี้ลดลงกว่า 30%

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ขายต่างก็หันไปผลักดันช่องทางออนไลน์มากขึ้นแทน
    ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อที่เลือกพึ่งพาช่องทางออนไลน์มากขึ้นเช่นกัน

    ซึ่งเรื่องนี้ก็สะท้อนได้จากข้อมูลการสมัครบัตรเครดิตใหม่
    ที่แม้ว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะยังคงเป็นสัดส่วนน้อยนิดเมื่อเทียบกับเงิดสด
    แต่ก็เริ่มเร่งตัวขึ้นได้ในปีโควิด หลังจากที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมมานาน แต่ไม่เป็นผล

    และนี่ก็คงเป็นอีกเรื่องที่น่าจับตาว่า พฤติกรรมผู้บริโภค
    ที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิกฤติโควิด 19 จะกลายเป็นปัจจัยเร่ง
    ให้เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติในประเทศญี่ปุ่น เลือนหายไปเร็วขึ้นหรือไม่..
    ╔═══════════╗
    Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
    ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
    แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
    Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
    ╚═══════════╝
    ติดตามลงทุนแมนได้ที่
    Website - longtunman.com
    Blockdit - blockdit.com/longtunman
    Facebook - facebook.com/longtunman
    Twitter - twitter.com/longtunman
    Instagram - instagram.com/longtunman
    Line - page.line.me/longtunman
    YouTube - youtube.com/longtunman
    Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
    Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
    Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
    References:
    -https://www.businessinsider.com/why-so-many-vending-machines-in-japan-2017-1
    -https://www.abc.net.au/news/2018-01-18/the-first-vending-machine-dispensed-holy-water-not-coke/9323380
    -https://www.theguardian.com/world/2020/aug/24/japan-running-out-of-credit-card-numbers-amid-online-shopping-boom
    -https://www.bloomberg.com/news/features/2020-10-13/japan-vending-machines-at-risk-of-becoming-retro-vintage-novelty
    -https://www.nippon.com/en/features/h00258/
    -https://www.statista.com/statistics/815611/japan-vending-machine-numbers/
    -https://en.wikipedia.org/wiki/Vending_machine

  • 1880s 在 Apple Daily - English Edition Facebook 的最佳貼文

    2021-05-30 23:00:13
    有 8 人按讚

    #Feature|Many shoppers enjoy going on fabric hunts in #ShamShuiPo or at the iconic red-brick Western Market in #SheungWan, but not many know that Bowring Street in #Jordan used to be Kowloon’s “Fabric Street.

    Formerly known as the Eighth Street, it was part of the first major reclamation project in #YauMaTei in the 1880s. It was officially named after the fourth governor of Hong Kong, John Bowring, after the replanning of the area in 1909.

    Read: https://bit.ly/3i9eUnv
    __________
    📱Download the app:
    http://onelink.to/appledailyapp
    📰 Latest news:
    http://appledaily.com/engnews/
    🐤 Follow us on Twitter:
    https://twitter.com/appledaily_hk
    💪🏻 Subscribe and show your support:
    https://bit.ly/2ZYKpHP

    #AppleDailyENG

  • 1880s 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳貼文

    2021-05-29 11:00:01
    有 1,919 人按讚

    ทำไม นิวซีแลนด์ จึงเป็นประเทศแห่ง ผลิตภัณฑ์นม ? /โดย ลงทุนแมน
    ซีรีส์บทความ “Branding the Nation”
    หากพูดถึงนิวซีแลนด์ สัตว์เลี้ยงที่คนทั่วโลกนึกถึง ก็คงจะเป็น “แกะ”
    เพราะประเทศหมู่เกาะแห่งนี้มีประชากรแกะมากถึง 27.3 ล้านตัว
    คิดเป็นเกือบ 6 เท่า ของประชากรคนที่มีอยู่ 5 ล้านคน

    แต่นิวซีแลนด์ไม่ได้มีแค่แกะเท่านั้นที่มีจำนวนมากกว่าคน
    เพราะปศุสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มีมากกว่าคนก็คือ “โคนม”

    นิวซีแลนด์มีวัวอยู่ราว 6.1 ล้านตัว ผลิตนมส่งออกปีละ 1.5 ล้านตัน
    จนกลายเป็นประเทศที่ส่งออกนมมากที่สุดในโลก มูลค่าปีละ 200,000 ล้านบาท
    และคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของการส่งออกนมทั่วทั้งโลก

    ไม่ใช่แค่ปริมาณ แต่ผลิตภัณฑ์นมของนิวซีแลนด์ยังขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพ
    และมีการสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์นม ให้สามารถตอบโจทย์กับลูกค้าที่แตกต่างกันออกไป

    ไม่ว่าจะเป็นนม Anlene ที่เน้นในเรื่องของการบำรุงกระดูก
    หรือนม Anmum ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมลูกน้อย

    อะไรที่ทำให้ประเทศหมู่เกาะโดดเดี่ยว ที่อยู่ห่างไกลจากประเทศอื่นมากที่สุด
    ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นมระดับโลก ?

    ยินดีต้อนรับเข้าสู่ซีรีส์บทความ “Branding the Nation” ปั้นแบรนด์ แทนประเทศ
    ตอน ทำไม นิวซีแลนด์ จึงเป็นประเทศแห่ง ผลิตภัณฑ์นม ?
    ╔═══════════╗
    Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
    ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
    แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
    Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
    ╚═══════════╝
    ย้อนกลับไปในปี 1649
    Abel Tasman นักสำรวจชาวดัตช์ได้ล่องเรือจากเกาะชวามาค้นพบเกาะแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ
    แต่ในตอนนั้นเขาถูกต่อต้าน และคุกคามโดยชาวพื้นเมืองบนเกาะ
    ทำให้เขาต้องรีบถอยกองเรือออกมา โดยแทบไม่ได้สำรวจอะไรบนเกาะแห่งนี้เลย

    Tasman ตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “New Zealand”
    ตามชื่อแคว้น Zeeland ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์

    ความลึกลับของนิวซีแลนด์คงอยู่ต่อมาจนถึงปี 1769 เมื่อกัปตันชาวอังกฤษ James Cook
    ได้ล่องเรือมาสำรวจดินแดนแห่งนี้อย่างละเอียด พบว่าดินแดนนิวซีแลนด์มีเกาะใหญ่หลัก ๆ
    อยู่ 2 เกาะคือ เกาะเหนือและเกาะใต้

    ด้วยภูมิอากาศอบอุ่น และมีฝนตกตลอดทั้งปีคล้ายกับเกาะอังกฤษ จึงเริ่มมีชาวอังกฤษ
    และชาวยุโรปอื่น ๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ส่วนใหญ่เป็นนักเดินเรือ เป็นพ่อค้า และเป็นเกษตรกร

    แต่ดินแดนแห่งนี้มีชาวพื้นเมืองอยู่แล้ว คือ “ชาวเมารี”
    เมื่อชาวยุโรปอพยพมาอยู่มากเข้า ก็เริ่มมีปัญหาจนนำมาสู่ความขัดแย้งหลายครั้ง
    ทั้งระหว่างชาวเมารีกับชาวยุโรป และระหว่างชาวเมารีด้วยกันเองที่ต้องการซื้อปืนจากชาวยุโรปเพื่อมาทำสงครามระหว่างเผ่า จนนำมาสู่การเสียชีวิตของชาวเมารีหลายหมื่นคน

    จนในปี 1840 อังกฤษก็ได้เชิญหัวหน้าเผ่าชาวเมารีกว่า 500 เผ่า มาทำข้อตกลงร่วมกัน
    ด้วยการยอมรับให้ดินแดนนิวซีแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ โดยชาวเมารีจะมีสิทธิ์ในทรัพย์สินและที่ดินของตนเอง และได้รับสิทธิ์อื่น ๆ เช่นเดียวกับชาวอังกฤษทุกประการ
    ข้อตกลงนี้เรียกว่า สนธิสัญญาไวทังกิ (Treaty of Waitangi)

    ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของนิวซีแลนด์ ในการเป็นอาณานิคมอังกฤษอย่างเป็นทางการ..

    เจ้าอาณานิคมได้เข้ามาวางรากฐานระบบต่าง ๆ ให้กับนิวซีแลนด์
    ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การปกครอง และศาสนา
    คณะมิชชันนารีชาวอังกฤษได้นำศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์เข้ามาเผยแผ่ให้กับชาวเมารี

    และก็เป็นคณะมิชชันนารีนี่เอง ที่นำแกะและวัวพันธุ์ชอร์ตฮอร์น เข้ามาสู่นิวซีแลนด์ และเริ่มส่งเสริมให้มีการทำฟาร์มเลี้ยงวัวอย่างจริงจังในช่วงทศวรรษ 1840s

    นิวซีแลนด์มีฝนตกตลอดทั้งปี และมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ โดยเฉพาะที่ราบไวกาโตบนเกาะเหนือ และที่ราบแคนเทอร์เบอรี, ที่ราบโอตาโกบนเกาะใต้
    บริเวณเหล่านี้ ค่อย ๆ เติบโตกลายเป็นเขตเลี้ยงวัวที่สำคัญ ที่มีการผลิตทั้งนม เนย ชีส ซึ่งในช่วงแรกก็มีไว้สำหรับบริโภคภายในประเทศ

    แต่เมื่อมีการพัฒนาระบบตู้เย็นในช่วงทศวรรษ 1880s นิวซีแลนด์ก็เริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์นม
    ไปยังดินแดนอื่น ๆ และมีการตั้งโรงงานเนยแห่งแรก คือ “Anchor” ในปี 1886
    ซึ่งปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์นม และเนยคุณภาพสูงที่คนทั้งโลกรู้จัก

    ความอุดมสมบูรณ์ของนิวซีแลนด์ ดึงดูดชาวยุโรปให้อพยพเข้ามาอยู่มากขึ้น
    ผู้คนเหล่านี้ก็นำองค์ความรู้และเครื่องจักรในยุคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเครื่องรีดนมวัว
    ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มจำนวนวัวที่เลี้ยงได้มากขึ้น ปริมาณผลผลิตก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ข้อได้เปรียบของการทำฟาร์มโคนมในนิวซีแลนด์ คือการมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทำให้มีอาหารเพียงพอจนสามารถเลี้ยงวัวในระบบฟาร์มเปิด ที่ให้วัวเดินหาอาหารได้อย่างเป็นธรรมชาติ
    ช่วยให้วัวมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมสร้างน้ำนมคุณภาพเยี่ยม

    แต่ข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ผลิตภัณฑ์นมของนิวซีแลนด์สามารถโดดเด่นขึ้นมาในระดับโลก เพราะยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น

    ประการที่ 1 ระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง

    ระบบสหกรณ์ (Cooperative) เป็นอีกหนึ่งมรดกตกทอดจากอังกฤษ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกรได้รวมตัวกันก่อตั้งสหกรณ์ เพื่อต่อสู้กับเหล่านายทุนเจ้าของโรงงาน

    สหกรณ์จะมีการระดมทุนจากสมาชิกที่มีอาชีพเดียวกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สมาชิกที่ขาดแคลนเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยถูก และให้ผลตอบแทนแก่สมาชิกที่เป็นผู้ฝากเงิน

    สหกรณ์ยังให้ความรู้ด้านการประกอบอาชีพ จัดหาวัตถุดิบ จัดหาตลาด กำหนดราคาสินค้า
    ไปจนถึงการนำเงินทุนมาลงทุนตั้งโรงงานผลิต และผลิตสินค้าต่าง ๆ โดยทรัพย์สินของสหกรณ์จะถือเป็นของส่วนรวม และสมาชิกทุกคนจะถือเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน

    สหกรณ์แห่งแรกของนิวซีแลนด์ คือ Otago Cooperative Cheese Co. ก่อตั้งในปี 1871
    เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรเจ้าของฟาร์มโคนมในแถบที่ราบโอตาโกในเกาะใต้
    เพื่อตั้งโรงงานผลิตชีส เกษตรกรผู้เป็นสมาชิกจะถือหุ้นส่วนตามสัดส่วนผลผลิตนมที่ส่งให้กับสหกรณ์ และสมาชิกก็จะได้เงินปันผล หากสหกรณ์มีกำไร

    ด้วยความที่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นิวซีแลนด์เป็นประเทศใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมมากนัก ทำให้ไม่มีเจ้าของโรงงาน หรือชนชั้นนายทุนมาขัดขวาง
    ระบบสหกรณ์จึงเติบโต และเจริญก้าวหน้าในนิวซีแลนด์ได้ดีกว่าหลายประเทศในยุโรป

    สมาชิกทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงจะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจของสหกรณ์ ซึ่งนโยบายเหล่านี้ใช้หลักประชาธิปไตยเป็นสำคัญ สมาชิก 1 คน มีสิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน ระบบสหกรณ์จึงค่อย ๆ หยั่งรากประชาธิปไตยให้ฝังลึกลงในสังคมนิวซีแลนด์มาตั้งแต่ยุคนั้น

    และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่มีดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index)
    อันดับ Top 5 ของโลกในปัจจุบัน..

    การรวมกลุ่มในลักษณะสหกรณ์ ช่วยทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองกับนายทุน มีส่วนร่วมในการกำหนดราคาสินค้า ทิศทางการตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
    และเกษตรกรยังได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม ทั้งผลตอบแทนจากการขายนมให้แก่สหกรณ์ และผลตอบแทนในรูปปันผลจากกำไรของสหกรณ์

    ซึ่งในปัจจุบัน สหกรณ์ถือเป็นโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจนิวซีแลนด์
    สหกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ 30 แห่ง สร้างรายได้ต่อปีคิดเป็นสัดส่วนถึง 17.5% ของ GDP ประเทศ

    สหกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ คือ Fonterra Co-operative Group Limited
    ซึ่งเกิดจากการควบรวมสหกรณ์โคนมหลายร้อยแห่งทั่วประเทศในปี 2001

    Fonterra Co-operative Group Limited ยังจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิวซีแลนด์อีกด้วย และมีมูลค่าบริษัทสูงกว่า 140,000 ล้านบาท

    ประการที่ 2 ความร่วมมือจากภาครัฐในการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง

    หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1907 รัฐบาลนิวซีแลนด์ก็ได้ออกกฎหมายอุตสาหกรรมโคนมในอีก 1 ปีต่อมา เพื่อควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์นม ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การเลี้ยงวัว

    มีการควบคุมโรงเลี้ยงวัวให้มีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย สายพันธุ์วัวจะต้องมีการเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมอย่างเป็นระบบ ผ่านสมาคมเพาะพันธุ์วัว หรือ Breed Association ที่จัดตั้งขึ้นในปี 1914 เพื่อคัดเลือกพันธุ์ดีที่สุด ให้น้ำนมมากที่สุด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นมมีคุณภาพ

    กลุ่มสหกรณ์โคนมยังได้รวมกันตั้ง Livestock Improvement Corporation (LIC) ในปี 1909 เพื่อเป็นบริษัทที่ให้บริการข้อมูลด้านพันธุศาสตร์มาช่วยปรับปรุงสายพันธุ์วัว เก็บรักษาน้ำเชื้อพ่อวัวพันธุ์ดี และให้บริการผสมเทียมแก่แม่วัวที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950s

    ในเรื่องของการควบคุมคุณภาพ มีการตั้งคณะกรรมการโคนมแห่งนิวซีแลนด์ หรือ
    New Zealand Dairy Board เป็นคณะกรรมการด้านกฎหมายที่ควบคุมการส่งออกผลิตภัณฑ์นมของนิวซีแลนด์ทั้งหมด คอยควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์นมส่งออกมาตั้งแต่ปี 1923

    ประการที่ 3 การสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์นม

    ข้อนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์นมของนิวซีแลนด์ หลังจากที่นิวซีแลนด์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกนมอันดับ 1 ของโลกในช่วงทศวรรษ 1970s

    แต่ด้วยความที่นิวซีแลนด์เป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งส่งผลมาสู่ค่าแรงที่สูง และดันให้ราคาของผลผลิตนมสูงตามไปด้วย การที่จะต่อสู้กับผลิตภัณฑ์นมจากประเทศอื่น ๆ ที่มีค่าแรงถูกกว่าได้
    จำเป็นจะต้องสร้างความแตกต่าง และความโดดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์

    เพื่อส่งเสริมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ รัฐบาลได้จัดตั้ง New Zealand Food Innovation Network (NZFIN) หน่วยงานที่สังกัดกระทรวงธุรกิจ นวัตกรรม และการจ้างงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทั้งการวิจัยผลิตภัณฑ์ การทดสอบกับกลุ่มลูกค้า การผลิตในขนาดเล็ก ไปจนถึงวางแผนการผลิตจริง

    ในปี 2008 เพื่อความสะดวกในการวางแผนการตลาด และการแข่งขันกับตลาดโลก
    สหกรณ์โคนมหลายร้อยแห่งของนิวซีแลนด์ จึงได้รวมตัวกันให้กลายเป็นสหกรณ์โคนมขนาด
    ใหญ่เพียง 3 แห่ง ประกอบไปด้วย

    1. สหกรณ์ Fonterra เป็นสหกรณ์โคนมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ครองส่วนแบ่งการตลาด
    มากกว่า 80% มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์นมในเครือหลายสิบแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    ทั้งนม Anlene ที่มีปริมาณแคลเซียมสูง มีหลายสูตรเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
    นม Anmum ที่มีแคลเซียมและโฟเลตสูง เป็นสูตรเฉพาะสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และให้นมลูก
    และเนย Anchor เป็นเนยที่ผลิตจากครีมแท้ 100% จากน้ำนมที่ได้มาตรฐานสูงสุด

    2. สหกรณ์ Tatua เป็นสหกรณ์ที่เน้นผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงเกี่ยวกับนม เช่น สารสกัดโปรตีนจากนม สารสกัดไขมันจากนม และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก

    3. สหกรณ์ Westland เน้นผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทนมผง เวย์โปรตีน เคซีน และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก

    จะเห็นได้ว่า สหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง ล้วนมี “จุดเด่น” ของผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป
    แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ ที่ต่อยอดมาจากน้ำนมธรรมดา

    นิวซีแลนด์เป็นประเทศร่ำรวยไม่กี่ประเทศ ที่สินค้าส่งออกถึง 70% มาจากภาคเกษตรกรรม
    โดยผลิตภัณฑ์นม ทั้งนม เนย ชีส นมผง และเวย์ คิดเป็นสัดส่วน 18% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด

    ภาคการเกษตรใช้แรงงาน 5.5% ของแรงงานชาวนิวซีแลนด์
    แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 7% ของ GDP
    ซึ่งขัดกับประเทศกำลังพัฒนาในหลายประเทศที่ใช้แรงงานในภาคการเกษตรมาก แต่ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มาก

    ความโชคดีของประเทศนี้ คือการที่มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ มีภูมิอากาศเหมาะสม มีหญ้ามากเพียงพอที่จะทำให้วัวมีสุขภาพดี และให้นมคุณภาพสูง

    แต่สิ่งเหล่านี้จะยั่งยืนไม่ได้เลย หากขาดระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง ความช่วยเหลืออย่างจริงจังจากภาครัฐ และความร่วมมือกันในการวางแผนพัฒนาจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์นม
    จนต่อไปสู่ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ สร้างความ “พรีเมียม” ให้กับแบรนด์สินค้า
    และสร้างมูลค่าเพิ่มจากน้ำนมธรรมดาอย่างมหาศาล

    นับตั้งแต่ปี 1970 นิวซีแลนด์ยังคงรักษาตำแหน่งประเทศผู้ส่งออกนมอันดับ 1 ของโลก
    ในแง่ของมูลค่า มาได้อย่างต่อเนื่อง

    ไม่มีใครรู้ว่าตำแหน่งจะถูกเปลี่ยนมือไปเมื่อไร แต่จากบทความทั้งหมดที่กล่าวมา
    ก็พอจะคาดเดาได้ว่า “นิวซีแลนด์” น่าจะยังอยู่ในตำแหน่งนี้ ต่อไปอีกยาวนาน..
    ╔═══════════╗
    Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
    ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
    แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
    Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
    ╚═══════════╝
    ติดตามลงทุนแมนได้ที่
    Website - longtunman.com
    Blockdit - blockdit.com/longtunman
    Facebook - facebook.com/longtunman
    Twitter - twitter.com/longtunman
    Instagram - instagram.com/longtunman
    Line - page.line.me/longtunman
    YouTube - youtube.com/longtunman
    Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
    Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
    Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
    References:
    -https://www.statista.com/statistics/974482/new-zealand-dairy-cattle-numbers/
    -https://teara.govt.nz/en/dairying-and-dairy-products
    -https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/download/182277/153930/
    -https://www.ica.coop/en/newsroom/news/new-report-co-operative-economy-new-zealand
    -https://theeconreview.com/2017/02/22/new-zealand-the-model-for-farms-of-the-future/
    -https://www.gtreview.com/magazine/volume-15issue-5/milk-new-zealands-dairy-exports-conquered-world/
    -https://www.stats.govt.nz/experimental/which-industries-contributed-to-new-zealands-gdp