雖然這篇1840s music鄉民發文沒有被收入到精華區:在1840s music這個話題中,我們另外找到其它相關的精選爆讚文章
在 1840s產品中有7篇Facebook貼文,粉絲數超過178萬的網紅ลงทุนแมน,也在其Facebook貼文中提到, ลอสแอนเจลิส เมืองที่ถูกเรียกว่า จังหวัดที่ 78 ของประเทศไทย /โดย ลงทุนแมน หากถามว่าเมืองไหนในต่างประเทศ ที่มีคนไทยอพยพไปตั้งรกรากมากที่สุด ? คำตอบคงหนี...
同時也有1部Youtube影片,追蹤數超過667萬的網紅Travel Thirsty,也在其Youtube影片中提到,Bluefin tuna is one of the most highly prized fish used in Japanese raw fish dishes. About 80% of the caught Atlantic and Pacific bluefin tunas are co...
「1840s」的推薦目錄
- 關於1840s 在 彭紹宇 Wenny Peng / Peng Shao Yu Instagram 的精選貼文
- 關於1840s 在 Nazirul Hakim | Kampung Boy Instagram 的精選貼文
- 關於1840s 在 Yen姐 • 연 언니 ♡ Instagram 的最佳解答
- 關於1840s 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳貼文
- 關於1840s 在 彭紹宇 Peng ShaoYu Facebook 的最讚貼文
- 關於1840s 在 ลงทุนแมน Facebook 的最讚貼文
- 關於1840s 在 Travel Thirsty Youtube 的最讚貼文
1840s 在 彭紹宇 Wenny Peng / Peng Shao Yu Instagram 的精選貼文
2021-09-16 02:22:01
#MuseumProject #FINALE As the first public art gallery in England, Dulwich Picture Gallery has presented its collections of art for more than 200 yea...
1840s 在 Nazirul Hakim | Kampung Boy Instagram 的精選貼文
2021-04-17 08:58:04
Spotted this Southern Chinese Electic Style shop house from (1840S - 1900S) continues to stand tall in Georgetown 💚...
1840s 在 Yen姐 • 연 언니 ♡ Instagram 的最佳解答
2020-04-27 17:18:18
Mesmerizing architecture made in the 1840s 😍 Am glad that we step foot into the world most beautiful cafe which is located just 350m away from our hot...
-
1840s 在 Travel Thirsty Youtube 的最讚貼文
2017-07-14 12:00:00Bluefin tuna is one of the most highly prized fish used in Japanese raw fish dishes. About 80% of the caught Atlantic and Pacific bluefin tunas are consumed in Japan. The fish is renowned for fetching high bids at the first auction of the year in Tokyo's Tsukiji Market. The world’s most expensive fish is the 222-kilogram bluefin tuna that sold for $1.8 Million (155.4 million yen) in January 2017.
In this video, a large tuna is separated into sections of differing grades and prepared into a delicious sushi meal.
Japanese began eating tuna sushi in the 1840s, when a large catch came into Edo [old Tokyo] one season. A chef marinated a few pieces in soy sauce and served it as nigiri sushi. At that time, these fish were nicknamed shibi — "four days" — because chefs would bury them for four days to mellow their bloody taste.
1840s 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳貼文
ลอสแอนเจลิส เมืองที่ถูกเรียกว่า จังหวัดที่ 78 ของประเทศไทย /โดย ลงทุนแมน
หากถามว่าเมืองไหนในต่างประเทศ ที่มีคนไทยอพยพไปตั้งรกรากมากที่สุด ?
คำตอบคงหนีไม่พ้น เมืองใหญ่ที่สุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา
“ลอสแอนเจลิส” หรือนิยมเรียกย่อ ๆ ว่า แอลเอ
ลอสแอนเจลิส เป็นจุดหมายปลายทางของคนไทยที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐอเมริกานานหลายทศวรรษ คาดว่าเมืองแห่งนี้มีคนไทยอยู่ไม่ต่ำกว่า 200,000 คน
โดยมีชุมชนคนไทย หรือไทยทาวน์ในแอลเอ เป็นชุมชนคนไทยโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุด
จนมีคำเรียกลอสแอนเจลิสว่าเป็น “จังหวัดที่ 78” ของประเทศไทย..
ทำไมต้องเป็นเมืองลอสแอนเจลิส ? แล้วไทยทาวน์ในแอลเอมีที่มาอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักเรื่องราวของเมืองลอสแอนเจลิสกันสักนิด..
Los Angeles เป็นคำที่มาจากภาษาสเปนเต็ม ๆ ว่า “El Pueblo de la Reina de Los Ángeles”
แปลว่า เมืองแห่งราชินีของทวยเทพ เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่ก่อตั้งในปี 1781 ในเขตอาณานิคมแคลิฟอร์เนียของสเปน ซึ่งต่อมาก็ได้ถูกควบรวมเข้ากับประเทศเม็กซิโก หลังจากประกาศเอกราชจากสเปน
จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ สงครามเม็กซิโก-อเมริกา ซึ่งเมื่อสงครามจบลงโดยสหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายชนะในปี 1848 ทำให้พื้นที่แคลิฟอร์เนีย และเมืองลอสแอนเจลิส มาอยู่ในอาณาเขตของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่นั้นมา
เมื่อมีการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียช่วงทศวรรษ 1840s ทำให้มีผู้คนอพยพเข้าไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ทั่วแคลิฟอร์เนีย เพื่อเป็นแรงงานในเหมืองทองคำ หนึ่งในนั้นคือผู้อพยพชาวจีน ซึ่งเข้ามาในช่วงทศวรรษ 1850s
ชาวจีนนับเป็นผู้อพยพชาวเอเชียกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ในสหรัฐอเมริกา จนเมื่อแร่ทองคำค่อย ๆ หมดลง หลายคนก็ลงหลักปักฐานอยู่ในเมืองต่าง ๆ และกลายเป็นบรรพบุรุษของชาวเอเชียในสหรัฐอเมริกา
เมืองลอสแอนเจลิสเติบโตขึ้นจากการสร้างทางรถไฟข้ามทวีป ที่มาถึงในปี 1869 ทางรถไฟช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางและขนส่งจากเมืองใหญ่ในฝั่งตะวันออก เช่น นิวยอร์ก และฟิลาเดลเฟีย ให้เหลือเพียงไม่กี่วัน
ด้วยความที่ลอสแอนเจลิส มีภูมิอากาศที่อบอุ่นกว่าเมืองอื่น ๆ จึงดึงดูดผู้คนจากเมืองในฝั่งตะวันออกให้มาตั้งรกรากมากขึ้น โดยสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าเมืองแห่งนี้ก็คือ การถือกำเนิดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและภาคบริการต่อเนื่องมากมายในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
ด้วยความที่เป็นเมืองใหญ่อยู่ติดฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ลอสแอนเจลิสจึงเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่อยู่ใกล้กับทวีปเอเชียมากที่สุด
เมื่อสหรัฐอเมริกาออกกฎหมาย Immigration and Nationality Act ในปี 1965 ซึ่งเปลี่ยนโควตาผู้อพยพ จากเดิมที่เป็นโควตาแต่ละเชื้อชาติ เปลี่ยนเป็นไม่จำกัดเชื้อชาติ และสนับสนุนผู้อพยพวิชาชีพต่าง ๆ มากขึ้น
จึงทำให้ผู้อพยพชาวเอเชียหลั่งไหลมาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เริ่มจากชาวฟิลิปปินส์ ชาวจีน และชาวเกาหลี ในช่วงทศวรรษ 1960s
ตามมาด้วยชาวเวียดนาม ในช่วงทศวรรษ 1980s หลังสงครามเวียดนาม
การหลั่งไหลเข้ามาของชาวเอเชีย ทำให้เขตเมืองลอสแอนเจลิสและปริมณฑล
เติบโตจนกลายเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา รองจากนครนิวยอร์ก
ภายในช่วงปลายทศวรรษ 1960s
ปัจจุบัน ประชากรในลอสแอนเจลิส 10 ล้านคน เป็นเชื้อสายเอเชียถึง 1.5 ล้านคน
คิดเป็นสัดส่วน 15% ของประชากรทั้งหมดในเมือง
สำหรับชาวไทย จุดเริ่มต้นของการอพยพเข้ามาสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงทศวรรษ 1960s-1970s
ซึ่งเป็นช่วงสงครามเวียดนาม และไทยได้อนุญาตให้กองทัพอเมริกันใช้สถานที่ในประเทศเพื่อตั้งฐานทัพ ทำให้ไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากยิ่งขึ้น
จากช่วงแรกที่มีผู้อพยพชาวไทยไปสหรัฐอเมริกาอยู่ประมาณ 5,000 คน จำนวนก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีจุดหมายปลายทางหลักอยู่ที่เมืองลอสแอนเจลิส เนื่องจากมีสภาพอากาศไม่หนาวจนเกินไป หากเดินทางจากไทย เมืองลอสแอนเจลิสจะอยู่ใกล้กว่า เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในฝั่งตะวันออก
อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีชาวเอเชียอาศัยอยู่มาก ทำให้มีอาหาร มีร้านค้าเอเชียอยู่มากมาย จนในปี 1971 ก็มีการจัดตั้งสถานกงสุลไทยขึ้นในเมืองลอสแอนเจลิส
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1980s เมื่อเศรษฐกิจไทยเติบโต มีการส่งลูกหลานไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกาในระดับมหาวิทยาลัย บางส่วนจบแล้วก็หางานทำอย่างถูกกฎหมาย หลายคนก็ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัว ในขณะที่บางกลุ่มก็ลักลอบเข้าไปทำงานโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “โรบินฮูด”
โดยย่านที่คนไทยอาศัยอยู่มากที่สุดในลอสแอนเจลิส คือ ย่าน East Hollywood ทางตอนเหนือของเมือง บนถนน Hollywood ช่วงระหว่างถนน Western ไปจนถึงถนน Normandie เป็นย่านที่มีคนไทยมาเปิดกิจการบริการต่าง ๆ มากมาย ทั้งร้านอาหารไทย ร้านนวดแผนไทย และร้านค้าสินค้าจากไทย
จนชาวเมืองเรียกชุมชนย่านนี้ว่า “ไทยทาวน์” ซึ่งชุมชนแห่งนี้ก็ได้รับการอนุมัติจัดตั้งและรับรองความเป็นชุมชนจากสภาเมืองลอสแอนเจลิสอย่างเป็นทางการในปี 1999
ปัจจุบันมีคนไทยอยู่ในลอสแอนเจลิสราว 200,000 คน คิดเป็นสัดส่วนราว 2% ของประชากรในเมือง และทำให้เมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา
โดยมีย่านไทยทาวน์เป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการพบปะสังสรรค์ ไปจนถึงประเพณีไทย เช่น ทำบุญในวันสงกรานต์
ไทยทาวน์จึงเป็นเหมือนโอเอซิส ที่ช่วยปลอบประโลมความคิดถึงเมืองไทย สำหรับใครหลาย ๆ คนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ นอกจากนี้ก็ยังเป็นศูนย์กลางในการช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทย และโปรโมตการท่องเที่ยวไทยสู่สายตาชาวอเมริกันอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ นับตั้งแต่มีการจัดตั้งไทยทาวน์
ผู้ประกอบการไทยในย่านไทยทาวน์ก็เริ่มประสบปัญหา โดยเฉพาะจากค่าเช่าสถานที่ที่สูงขึ้นทุกปี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้เช่าสถานที่มากกว่าเป็นเจ้าของเองจึงเริ่มประสบปัญหา
ทำให้บางส่วนก็ต้องย้ายออกไปทำมาหากินในย่านอื่น ๆ ของเมือง และเริ่มมีชาวอเมริกันเชื้อสายอื่น ๆ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เข้ามาประกอบกิจการร้านอาหารไทยแทนคนไทย
ต่อมาจึงมีการจัดตั้ง “สภาไทยทาวน์แห่งลอสแอนเจลิส” ขึ้นในปี 2017
เพื่อส่งเสริมธุรกิจของคนไทยและธุรกิจในพื้นที่ ส่งเสริมสวัสดิการของผู้อยู่อาศัยในไทยทาวน์
และทำให้ไทยทาวน์เป็นศูนย์กลางการค้าขายสินค้าและบริการของไทย
ซึ่งสภาไทยทาวน์ก็ได้พยายามแก้ปัญหานี้ เช่น การสนับสนุนให้นักธุรกิจคนไทยมารวบรวมเงินกันเพื่อซื้อที่ดิน เพื่อผลักดันให้คนไทยเป็นเจ้าของที่ดินในไทยทาวน์เอง
ก็เป็นที่น่าติดตามต่อไปว่า ไทยทาวน์ในลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา จะยังคงความเป็นพื้นที่ศูนย์รวมของคนไทย และรักษาเอกลักษณ์แบบไทยต่อไปได้หรือไม่
เพราะสำหรับคนไทยหลายคนที่ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ไม่ว่าจะเพื่อเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
การมีสถานที่สักแห่งที่มีบรรยากาศแบบไทย ๆ มีผู้คนพูดภาษาไทย
อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความคิดถึงบ้าน คิดถึงเมืองไทย
และช่วยเติมกำลังใจของ การดำเนินชีวิตในต่างแดน..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References:
-https://thaicdc.org/ourcommunity/thai-town/
-https://laedc.org/wp-content/uploads/2017/02/Asians_in-LA.pdf
-https://www.laconservancy.org/asian-americans-los-angeles-historic-context-statements
-https://la.curbed.com/2018/4/20/17016988/los-angeles-history-timeline-facts-earthquakes
-https://www.history.com/topics/immigration/us-immigration-since-1965
-https://thaiconsulatela.org/about-consulate_th/consulate-history_th/
-https://www.voathai.com/a/thai-town-la-pt/5154445.html
1840s 在 彭紹宇 Peng ShaoYu Facebook 的最讚貼文
#MuseumProject #FINALE
這個月與Art Fund合作的博物館企劃來到了最後一集,位於倫敦南部的杜爾維治美術館 (Dulwich Picture Gallery)是英格蘭第一間開放給大眾的藝廊,館藏以十八世紀前的歐洲古典繪畫為主,一進入大廳就能感受到以深紅與靛藍色調勾勒出的氣派感,館內不大,但以一間連接一間展廳的形式形塑寬敞感,抬頭也能看見天窗,讓午後自然光溫暖灑進。
這次也參觀正展出的特展,名為Unearthed: Photography's Roots(發掘:攝影的根源),展現不同時代下人們如何用攝影捕捉花朵與大自然。從19世紀上半葉攝影技術出現, 20世紀彩色相片逐漸普及,一路到21世紀科技和網路世代的革新,攝影不斷被重塑與定義,或透過不同媒材表達出全新的創作樣貌。從過去走到現今,和館內一牆之隔的歐洲古典畫廊有著很有趣的對照。
光是倫敦就有許多有趣的博物館和美術館值得探索,從月初的#巴比肯藝術中心,月中的#花園博物館,和這次#杜爾維治美術館,都可以看見倫敦的不同姿色。我每去一個新的地方,都喜歡去逛當地博物館或藝廊,因為那是最能理解他們故事的場景,以及發現他們在乎什麼、對什麼感興趣的方式。我也特別喜歡英國人看待博物館的態度,已經是生活的一部份,很多都是可愛的爺爺奶奶,透過加入會員、博物館之友或時時關心何時有新展開幕,作為對藝術,對文化產業的支持。
謝謝大家跟我走完整個博物館企劃,我也收穫好多!
As the first public art gallery in England, Dulwich Picture Gallery has presented its collections of art for more than 200 years. It’s a beautiful place where you can walk into the stunning history of European paintings by masters like Rembrandt, Gainsborough and Canaletto. From the portraits in paintings, we imagine the emotions the painter wanted to show us and the stories behind those faces.
Not only European art here but there are also opportunities to discover the beauty reflected through the progress of photography. The exhibition Unearthed: Photography's Roots shows us how plants and botany can be reimagined through photography from the 1840s to nowadays. It’s also inspiring to see the desire to capture the wonders of nature for many years still influences us from generation to generation.
When arriving in a new place, what I do first is visit the local museums. It’s a place where you can understand their stories and what they care for. Throughout this month, it’s a great time visiting #BarbicanCentre, #GardenMuseum, and #DulwichPictureGallery with #StudentArtPass , and there’re still more worth-visiting museums in London waiting for you to discover.
Thanks for #MuseumTripping with me this summer! Let me know how you feel, and see you in museums!
Ralph #WeAreArtful
1840s 在 ลงทุนแมน Facebook 的最讚貼文
กรณีศึกษา ฟองสบู่หุ้นรถไฟ ที่เคยเกิดขึ้นหลัง ปฏิวัติอุตสาหกรรม /โดย ลงทุนแมน
เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ในประเทศอังกฤษ ได้มีการคิดค้นสิ่งที่เรียกว่าเครื่องจักร เพื่อเอามาใช้ในกระบวนการผลิตแทนแรงงานมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่เรียกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรม”
หลังจากนั้น เครื่องจักร ก็ถูกใช้แพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม รวมไปถึงระบบขนส่ง ที่มีการพัฒนาหัวรถจักรไอน้ำ ก่อนจะพัฒนากลายมาเป็น “รถไฟ” ในเวลาต่อมา
การเดินทางรูปแบบใหม่นี้ สร้างความตื่นเต้นให้กับคนอังกฤษในยุคนั้นมาก ถึงขนาดที่ทำให้เกิดการเก็งกำไร “หุ้นบริษัทรถไฟ” อย่างร้อนแรง จนฟองสบู่แตกในที่สุด
เรื่องราวเหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะย้อนอดีตให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
เส้นทางรถไฟสาธารณะเชิงพาณิชย์สายแรกของโลก เริ่มให้บริการเมื่อปี 1830 หรือ 191 ปีที่แล้ว โดยเชื่อมระหว่างเมือง แมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล ในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีระยะทางยาว 56 กิโลเมตร
นับตั้งแต่นั้นมา คนอังกฤษก็สามารถเดินทางและขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การใช้บริการรถไฟ ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมรถไฟ จึงอยู่ในช่วงเวลาที่เฟื่องฟูมาก
โดยในปี 1845 มีบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับรถไฟ จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ถึง 259 บริษัท
สาเหตุเนื่องจาก รัฐบาลอังกฤษมีนโยบายเปิดเสรี ให้บริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีประสบการณ์ หรือเพิ่งก่อตั้งใหม่ สามารถยื่นเสนอแผนก่อสร้างเส้นทางเดินรถไฟต่อรัฐสภาได้ รวมทั้งยังไม่ค่อยมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินที่เข้มงวดมากด้วย
ซึ่งต่อมา รัฐสภาอังกฤษ มีการเห็นชอบแผนก่อสร้างเส้นทางรถไฟ รวมระยะทาง 15,300 กิโลเมตร
ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลมายังอุตสาหกรรมรถไฟในอังกฤษ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 7% ของมูลค่า GDP ประเทศอังกฤษ ในขณะนั้นเลยทีเดียว
ถึงตรงนี้ เราคงจะพอรู้กันแล้วว่า มีผู้ประกอบการสนใจทำธุรกิจรถไฟเต็มไปหมด
ทีนี้มาลองดูในฝั่งของนักลงทุนกันบ้าง
หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม คนอังกฤษมีฐานะร่ำรวยขึ้นและมีเงินเก็บออม
ประกอบกับในช่วงต้นทศวรรษ 1840s ธนาคารกลางอังกฤษ ได้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เงินทุน เริ่มไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น
และกลุ่มธุรกิจที่ตกเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุน ก็หนีไม่พ้น “หุ้นรถไฟ” ที่กำลังเติบโตดี และผลตอบแทนสูง
ต้องบอกว่า ในช่วงดังกล่าว สื่อหนังสือพิมพ์ มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารเป็นอย่างมาก และสำนักข่าวต่าง ๆ มีการเขียนถึงธุรกิจรถไฟแทบทุกวัน ซึ่งยิ่งทำให้นักลงทุนมีความคาดหวังสูงต่อผลประกอบการในอนาคต
นอกจากนั้น กฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนซื้อหุ้นรถไฟได้ โดยจ่ายเงินเพียง 10% ของมูลค่าทั้งหมดก่อน แล้วค่อยชำระส่วนที่เหลือเมื่อบริษัทเริ่มก่อสร้างโครงการ
เท่ากับว่า นักลงทุนบางรายอาจใช้เงินลงทุนเกินตัวได้ คล้ายกับการซื้อขายหุ้นแบบใช้มาร์จินในปัจจุบัน
เมื่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องเป็นเช่นนี้ ฟองสบู่ของการเก็งกำไร จึงก่อตัวขึ้น..
ในปี 1843 ถือเป็นจุดเริ่มต้น ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มรถไฟในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง
หลายคนที่เริ่มมีเงินเก็บเงินออมเมื่อได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่าราคาหุ้นกลุ่มรถไฟเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ ก็เริ่มทยอยเอาเงินเก็บมาลงทุนในหุ้นรถไฟ
บางคนทุ่มเงินเก็บทั้งหมดซื้อหุ้นรถไฟ บางคนถึงกับไปกู้เงินมาซื้อหุ้น เพราะต่างก็หวังว่าราคาหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ แล้วตัวเองก็จะได้กำไรก้อนโต
ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มรถไฟในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ทำจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม ปี 1845 โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 100% ภายใน 2 ปีครึ่ง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักลงทุนกลับพบความจริงว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทเหล่านั้น ไม่เป็นไปตามคาดหวังสักเท่าไรนัก..
เพราะโครงการเส้นทางรถไฟ จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง และใช้เวลาก่อสร้างนาน ทำให้กำไรของบริษัทโตไม่ทันตามนักลงทุนคาด และบริษัทก็จ่ายเงินปันผลได้น้อยลง
นักลงทุนหลายคนที่เริ่มหมดหวังและเห็นท่าไม่ดี ก็เริ่มเทขายหุ้นรถไฟออกมา
และสุดท้าย หุ้นรถไฟ จึงเริ่มถูกเทขายอย่างต่อเนื่อง
ในปี 1850 ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มรถไฟ ปรับตัวลดลงต่ำสุดกว่า 67% เทียบกับจุดสูงสุดเมื่อ 5 ปีก่อนหน้า และต่ำกว่าตอนก่อนเกิดการเก็งกำไรถึง 33%
วิกฤติฟองสบู่ในครั้งนั้น ได้ส่งผลให้นักลงทุนขาดทุนหนัก บางคนที่ไปกู้มาหรือใช้มาร์จินซื้อหุ้นก็เสียหายหนัก จนบางรายสูญเสียเงินเก็บไปหมด ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม หรือกระทั่งล้มละลาย
และเมื่อนักลงทุนไม่สามารถชำระเงินระดมทุนได้ตามสัญญา ก็ทำให้บริษัทรถไฟหลายแห่ง ต้องปิดตัวลงไป หรือยอมขายกิจการให้กับผู้เล่นรายใหญ่ ในราคาที่ถูกมาก
ไม่เว้นแม้แต่ บริษัทของคุณ George Hudson ซึ่งมีฉายาว่า “ราชาแห่งรถไฟ (The Railway King)” เนื่องจากเขาเป็นผู้บริหารเส้นทางรถไฟที่มีความยาวกว่า 1,600 กิโลเมตร
ในภายหลัง เขากลับถูกเปิดโปงว่า บริษัทมีการตกแต่งบัญชี และจ่ายปันผลจากเงินของนักลงทุนรายใหม่ ในลักษณะเดียวกับแชร์ลูกโซ่
โดยในปี 1850 มีบริษัทรถไฟ หลงเหลืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน เพียง 87 บริษัท จากก่อนหน้านี้ที่มีอยู่มากกว่า 250 บริษัท
นอกจากนั้น เส้นทางรถไฟจากเดิมที่ตามแผนต้องสร้างให้เสร็จรวม 15,300 กิโลเมตร ก็ถูกสร้างเสร็จราว 10,000 กิโลเมตร หรือแค่ 2 ใน 3 ของระยะทางที่รัฐสภาเคยอนุมัติและตั้งเป้า
อย่างไรก็ตาม หลายปีหลังจากนั้น อุตสาหกรรมรถไฟ ก็ค่อย ๆ ฟื้นตัว และไม่เกิดเหตุการณ์เก็งกำไรอย่างร้อนแรงซ้ำอีก เพราะภาครัฐมีบทเรียนในอดีต และเข้ามากำกับดูแลให้เข้มงวดมากขึ้น
สรุปข้อคิดที่ได้จากวิกฤติฟองสบู่ทุกครั้งคือ
เมื่อมนุษย์ได้รู้จักกับของสิ่งใหม่ ย่อมเกิดความสนใจเป็นพิเศษ
แต่ถ้าความตื่นตาตื่นใจที่มากเกินไป จนกลายเป็นความคลั่ง รวมตัวเข้ากับ “ความโลภ”
มันก็จะทำให้เกิดเหตุการณ์เก็งกำไรในลักษณะนี้ อยู่เรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้ นั่นเอง..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References:
-https://en.wikipedia.org/wiki/Railway_Mania
-https://www.focus-economics.com/blog/railway-mania-the-largest-speculative-bubble-you-never-heard-of
-https://mpra.ub.uni-muenchen.de/21820/1/MPRA_paper_21820.pdf