[爆卦]Sardinia是什麼?優點缺點精華區懶人包

雖然這篇Sardinia鄉民發文沒有被收入到精華區:在Sardinia這個話題中,我們另外找到其它相關的精選爆讚文章

在 sardinia產品中有109篇Facebook貼文,粉絲數超過19萬的網紅หมอๆ ตะลุยโลก,也在其Facebook貼文中提到, ซาร์ดิเนีย ทำไมคนที่นี่อายุยืน ความเดิมจากตอนที่แล้วว่าด้วยเรื่อง Blue Zones ดินแดนที่คนอาศัยอยู่อายุยืนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งมีอยู่หลายแห่งทั่วโลก ซึ่ง...

 同時也有7部Youtube影片,追蹤數超過46萬的網紅Beanpanda Cooking Diary,也在其Youtube影片中提到,加入頻道以獲取豆點 emoji: https://www.youtube.com/channel/UCcFW4sgxgc1pb5ssbNw9hsg/join 材料表/文字食譜 https://www.beanpanda.com/146025 百得利清淡橄欖油及特純橄欖油組合 https://b...

sardinia 在 ELLIE FURUYA Instagram 的精選貼文

2021-09-15 08:26:51

Another menu I enjoyed so, so much recently ❤️‍🔥❤️‍🔥🇮🇹 @gaiagroup.hk recently hits its 20 year anniversary in HK’s F&B scene, and is celebrating with ...

sardinia 在 jєssícα.sєє | ʜᴋ lífєstчlє Instagram 的最佳解答

2021-09-10 12:48:06

VELO’s head chef brings your taste buds on a trip to Italy 🇮🇹🍾🥂 In celebration of the Gaia Group 20 th anniversary, head chefs from #VELO / #ISOLA / #...

  • sardinia 在 หมอๆ ตะลุยโลก Facebook 的精選貼文

    2021-09-25 12:26:55
    有 632 人按讚

    ซาร์ดิเนีย ทำไมคนที่นี่อายุยืน

    ความเดิมจากตอนที่แล้วว่าด้วยเรื่อง Blue Zones ดินแดนที่คนอาศัยอยู่อายุยืนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งมีอยู่หลายแห่งทั่วโลก ซึ่งได้พาไปสู่สถานที่แรกคือหมู่เกาะโอกินาวาที่มีอัตราส่วนของคนที่อายุเกิน 100 ปี มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยวัฒนธรรมการกินที่ออกไปในแนวทางเกือบจะเป็นมังสวิริตและการกินแค่พอดีอิ่มเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจนปัจจุบัน วันนี้ผมขอมาเที่ยวยังสถานที่ต่อไป แต่ว่าย้ายมาอยู่ที่ในทวีปยุโรปแทน

    เกาะซาร์ดิเนีย (Sardinia) ที่ตั้งอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เนียน ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิตาลี ซาร์ดิเนียเป็นเกาะที่มีความใหญ่เป็นลำดับที่สอง ซาร์ดิเนียขึ้นชื่อเรื่องของการเป็นสถานที่พักตากอากาศชื่อของทวีปยุโรป เกาะซาร์ดิเนียมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูงต่างจากแผ่นดินใหญ่อิตาลี ซึ่งจากชัยภูมิอันยากแก่การเข้าถึงในอดีตรวมถึงสภาพอากาศที่แตกต่างจนเรียกว่าเป็น micro-continent รวมทั้งมีอารยธรรมของตนเองแต่โบราณที่ชื่อว่า Nuragic civilization ทำให้เกาะซาร์ดิเนียเป็นอะไรที่แตกต่างจากอิตาลีในส่วนอื่นๆเป็นอย่างมาก

    จากเกาะซาร์ดิเนีย เดินทางไปยังจังหวัด Ogliastra ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Talana หมู่บ้านแห่งนี้ มีจำนวนประชากรไม่ได้มาก แต่ถ้าใครมีอายุเกิน 100 ปี สำหรับที่นี่คือไม่ใช่เรื่องแปลก และที่แปลกมากขึ้นไปอีกคือ ในพื้นที่อื่นๆ ที่คนอายุยืน อัตราส่วนของผู้หญิงต่อผู้ชายที่อายุมากกว่า 100 ปีคือ 5:1 แต่ที่ซาร์ดิเนีย จะอยู่เพียงแค่ 2:1 แปลว่า ผู้ชายที่ซาร์ดิเนียอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ยมากถึงมากที่สุด ถ้าเราไปถามคนท้องถิ่นเขาจะบอกเหตุผลของอายุที่ยืนว่ามาจากอากาศที่สะอาดจากบนภูเขาและอาหารที่ส่วนใหญ่มากจาพื้นดินเช่นผัก คำตอบดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้นอีกมากมายครับ

    คนที่ซาร์ดิเนียโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อยู่ในวัยกลางคนขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ จะมีไลฟ์สไตล์ประเภที่เรียกว่า “shepherd's lifestyle” หรืออารมณ์ประมาณเป็นคนที่ต้องคอยเลี้ยงดูปศุสัตว์แบบในอดีต ซึ่งจะมีกิจกรรมที่อยู่ในระดับที่ออกกำลังกายชนิดออกแรงน้อยจนถึงปานกลาง (low to moderate exercise) ซึ่งหัวใจจะเต้นในระดับโซน 2 หรืออารมณ์ประมาณเดินเร็ว ซึ่งเป็นระดับการออกแรงที่ไม่ได้ใช้ร่างกายอย่างหักโหมแต่เผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดีรวมทั้งรักษาระดับการใช้พลังงานต่อวันอย่างต่อเนื่อง (การออกกำลังกายโซน 2 คือ การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดของเรา คิดมาจาก เอา 220 - อายุของเรา เช่น ถ้าเราอายุ 30 ปี จะได้อัตราการเต้นสูงสุดคือ 190 ถ้าคิดเป็น 70% ก็คือ 133 ครั้งต่อนาทีนั่นเองครับ แปลว่า ยิ่งอายุเยอะ ตัวเลขนี้ก็จะค่อยๆลดลงมาเรื่อย)

    ประเด็นต่อมาคือ สังคมของคนซาร์ดิเนีย ผู้สูงอายุจะไม่ได้ไปอยู่ในบ้านพักคนชราหรือสถานที่ๆรัฐจัดให้ แต่จะอยู่ในอาศัยในบ้านหลังเดิมคอยดูแลความเป็นไปของสมาชิกรุ่นหลัง ให้ความรู้แก่หลานหรือเหลน ทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ยังคงมีพันธะผูกพันกับครอบครัวอย่างเหนียวแน่น สุขภาพจิตจึงดีมากๆ และอย่างต่อมาคือประเด็นที่สำคัญคือ สิ่งที่คนซาร์ดิเนียกินเป็นประจำนั้น คืออะไร

    อาหารแบบเมดิเตอร์เนียน (Mediterranean diet) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เราควบคุมได้ นอกเหนือไปจากสภาพสังคมที่ไม่วุ่นวาย สังคมที่อยู่กันแบบอาศัยเกื้อกูลกัน สังคมที่อยู่กันแบบหมู่บ้านใหญ่ มีเพื่อนบ้านคอยเรียกหาอยู่ตลอดเวลา อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนเป็นหนึ่งในรูปแบบที่ย้อนกลับไปสู่ธรรมชาติ

    คนซาร์ดิเนียมักจะทานผักเป็นอาหารจานหลัก และถ้าจะกินแป้งก็มักจะได้แป้งที่มาจากขนมปังซาวโดวจ์ (Sourdough) ซาวโดวจ์ คือ ขนมปังที่ถูกทำให้ขึ้นฟูด้วยการหมักแป้งกับยีสต์ในธรรมชาติที่เราเพาะขึ้นเอง โดยอาจจะเพาะยีสต์จากผลไม้ เป็นต้น ไม่ใช่ยีสต์จากโรงงานอุตสาหกรรมแบบในปัจจุบัน ซึ่งในยีสต์ธรรมชาตินั้นมีแบคทีเรียและเอนไซม์ที่ไปช่วยย่อยสารอาหารต่างๆที่แตกต่างออกไป

    นอกจากนี้คนซาร์ดิเนียยังทานพืชตระกูลถั่วเสริมเข้าไปเป็นอีกแหล่งพลังงานเช่นกัน โดยเฉพาะ อัลมอนด์ (Almond) และ วอลนัท (Walnut) ซึ่งถั่วสองชนิดชนิดนี้ขึ้นชื่อว่ามี กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดพันธะเดี่ยว (monounsaturated fatty acid) ในสัดส่วนที่สูงกว่าถั่วชนิดอื่นๆ และที่สำคัญคือ พวกเขากินชีส (Cheese) ที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์นมสัตว์โดยตรงเช่น แพะ หรือ แกะ เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ (ต้องแยกระหว่าง ชีส กับ เนย ออกจากกันก่อนนะครับ เนย คือ ไขมันที่ได้จากกระบวนการแยกไขมันออกจากนมสด แต่ชีสคือนมสดแท้ๆ ที่อุดมด้วยโปรตีนที่ถูกนำมาผ่านกระบวนการให้จับตัวเป็นก้อนหรือเป็นแผ่น) โดยคนซาร์ดิเนียถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ทานเนื้อสัตว์น้อยมาก มีเพียงบางส่วนที่อาศัยริมทะเลที่ทานปลาเป็นแหล่งโปรตีนเสริม

    จุดเด่นอีกอย่างของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือ น้ำมันมะกอก (Olive oil) ซึ่งเป็นน้ำมันสำคัญที่ใส่ในอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fat) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) ที่จะช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ในร่างกายลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจากระดับไขมันในเลือดสูงอย่างโรคหัวใจอันเป็นผลต่อเนื่องตามมา

    มาถึงตรงนี้จะเห็นว่า อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นไขมันชนิดดี ไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง และเป็นไขมันที่มาจากธรรมชาติไม่ผ่านการสังเคราะห์เกือบทั้งหมด ดังนั้นการจะกล่าวโทษไขมันว่าเป็นตัวร้ายอาจจะต้องมองใหม่ถ้าเรามาดูผลลัพธ์ของสังคมซาร์ดิเนียครับ

    นอกจากนี้ คนซาร์ดิเนีย ยังดื่มไวน์แดง (red wine) เป็นประจำ โดยเฉลี่ยดื่มที่ 0.5 ลิตรต่อสัปดาห์ คิดเป็นประมาณ 1 แก้ว/วัน ถามว่าไวน์แดงช่วยเรื่องอายุยืนได้อย่างไร ในไวน์แดงจะมีสารกลุ่ม polyphenol ที่ชื่อว่า resveratrol ซึ่งเป็นสารที่ถูกสังเคราะห์โดยพืชที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหารและมีการติดเชื้อรา (หรือกระบวนการบ่มไวน์นั่นเองครับ) โดยเจ้าสาร resveratrol ถือว่าเป็นสารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระสามารถพบได้ในเปลือกขององุ่นแดงและขาว แต่จะพบมากในองุ่นแดง ซึ่งไวน์แดงเป็นอาหารที่คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนทานอยู่เป็นประจำพร้อมกับมื้ออาหารซึ่งที่ซาร์ดิเนียก็เช่นกัน แน่นอนว่าปริมาณที่กินมีส่วนสำคัญอย่างมากครับ กินมากกว่านี้จะถือว่าเป็นโทษ

    จะเห็นว่าด้วยหลายๆปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันเป็นเวลานาน ไม่ได้จากเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ที่ทำให้สังคมของขาวซาร์ดิเนียถือว่าเป็นอีกพื้นที่มีคนอาศัยอยู่อายุยืนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งปัจจัยทางสังคมบางอย่างเราในเมืองอาจจะนำมาปรับใช้ได้ยาก แต่เรื่องของอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนสามารถนำมาใช้กับเราได้ในบางส่วนของชีวิตแน่นอนครับ

    ชื่อจังหวัด Ogliastra ที่กล่าวถึงนั้นตั้งตามชื่อของต้นมะกอกที่ชื่อว่า olivastri โดยต้นมะกอกต้นนี้ไม่อายุอานามมา 3 พันปีแล้วครับ

  • sardinia 在 Newtalk新聞 Facebook 的最佳貼文

    2021-09-24 01:45:01
    有 5 人按讚

    目前下落不明,薩丁尼亞島警方一問三不知,外電指他可能被引渡回西班牙!
    - - - - -
    💥即時新聞搶先看,下載Newtalk新聞APP就對了!https://tinyurl.com/v8n5se9

  • sardinia 在 หมอๆ ตะลุยโลก Facebook 的最佳解答

    2021-09-23 09:43:55
    有 1,051 人按讚

    Blue Zone สถานที่ๆคนอาศัยอยู่อายุยืนกันทุกคน

    แนว Blue Zone คือแนวเขตพื้นที่ๆ ผู้คนที่อาศัยอยู่มีอายุเฉลี่ยที่มากกว่า 90 ปี และมีไม่น้อยที่อายุขัยทะลุเกิน 100 ปีขึ้นไป เป็นพื้นที่ๆคนในพื้นที่มีโรคประจำตัวเช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือด หรือโรคเรื้อรังต่างๆถือว่าต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆของโลก ผมนำข้อมูลมาจากหนังสือเรื่อง Super Fuel ของ Dr.Macola ลองอ่านกันดูนะครับ

    พื้นที่ Blue Zone ที่ระบุมีไว้ 5 สถานที่ดังนี้คือ
    1.) เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น
    2.) เกาะซาร์ดิเนีย (Sardinia) ประเทศอิตาลี
    3.) โลมา ลินดา (Loma Linda) รัฐแคลิฟอเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
    4.) แหลมนิโคยา (Nicoya Peninsula) ประเทศคอสตาริกา
    5.) อิคาเรีย (Ikaria) ประเทศกรีซ

    ก่อนจะไปสู่ประเด็นอื่นๆ สิ่งที่ 5 คนในสังคมนี้มีเหมือนกันคือ พวกเขาไม่ค่อยสูบบุหรี่ มีกิจกรรมทางร่างกายค่อนข้างเยอะ ให้ความสำคัญกับครอบครัวและสังคมเป็นลำดับแรกๆ และสิ่งสุดคือ อาหารที่พวกเขากิน เขากินโปรตีนกันไม่มากในแต่ละวัน และที่สำคัญคือโปรตีนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์ครับ

    โอกินาว่า (Okinawa) ทำไมคนที่นี่ถึงอายุเกิน 100 ปี

    จากข้อมูลปี ค.ศ.2017 เกาะโอกินาวาแห่งญี่ปุ่นมีอัตราส่วนคนที่อายุเกิน 100 ปี ถึง 39.5 ต่อ 100,000 คน โดยผู้ชายมีอายุขัยเฉลี่ย 84 ปี และผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยพุ่งไปถึง 90 ปี (ค่าเฉลี่ยของโลกคือ 6.2:100,000)

    โดยเมื่อเราไปลงดูอาหารของคนโอกินาวา จะพบว่าเป็นกลุ่มคนที่ทานพืชผักเยอะมาก โดยเฉพาะสารอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตนั้นมาจากพืชผักถึงราวๆ 80% (อีก 20% มาจากข้าว) โดยพืชผักที่ว่านั้นก็คือ มันเทศ (sweet potato) และกลุ่มพวกถั่วต่างๆ (legume) ซึ่งคาร์โบไฮเดรตพวกนี้มีใยอาหาร (fiber) ในสัดส่วนที่สูงทำให้อิ่มท้อง นอกจากนี้ยังมีสาร Anthocyanin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดีจำนวนมากครับ และเป็นผลจากพื้นที่ของเกาะโอกินาวาที่อยู่ในเขตกึ่งเขตร้อน (Subtropical) จึงส่งผลให้ปลูกมันเทศได้เกือบจะตลอดทั้งปีมาเป็นหลายศตวรรษแล้วครับ

    ความแตกต่างที่สำคัญอย่างต่อมาของอาหารคนโอกินาวา คือ ปริมาณของเนื้อสัตว์ที่กินต่อวันนั้นถือว่าค่อนข้างน้อย (ในอดีตนั้นน้อยจนมาถึง 1% ของสัดส่วนพลังงานทั้งหมด และได้โปรตีนจากผักเกือบทั้งหมด จนอาจจะเรียกได้ว่าคนโอกินาวาเป็นมังสวิรัตก็ได้ครับ) และถ้าจะกินเนื้อสัตว์จริงๆ เช่น เนื้อหมู ก็จะเป็นหมูที่เลี้ยงไว้ตามทุ่ง (free range) หมูที่กินหญ้าตามธรรมชาติเป็นอาหาร ไม่ได้เป็นหมูที่อยู่ตามในระบบโรงเลี้ยงกินอาหารเม็ดจากโรงงานอุตสาหกรรม (ซึ่งเนื้อหมูที่เลี้ยงแบบตามทุ่ง จะมีสัดส่วนของกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สูงกว่า คือ มีไขมันดีมากกว่าโปรตีนทั่วไป)

    เหนือขึ้นไปอีก ด้วยความที่อยู่ใกล้ทะเล คนโอกินาวาจึงกินสาหร่ายทะเล (seaweed) ที่เรียกว่า คมบุ Kombu เยอะมาก ซึ่งสาหร่ายทะเลเหล่านี้มีใยอาหารสูงมาก รวมถึง กรดไขมันโอเมก้า-3 คือ EPA และ DHA ในสัดส่วนที่สูงเช่นเดียวกัน ซึ่งเราไม่สามารถได้ง่ายๆตามอาหารทั่วไป

    ทีนี้หลายๆคนก็คงจะสงสัยว่า กินโปรตีนน้อยขนาดนี้อยู่รอดมาได้อย่างไร ต้องย้อนไปดูว่าด้วยขนาดของรูปร่างคนโอกินาวาที่ไม่ได้สูงใหญ่เป็นทุนเดิม ถ้าเทียบกับตะวันตก ทำให้การความต้องการพลังงานขั้นต่ำจึงไม่ได้สูง และขนาดกล้ามเนื้อถือว่าไม่ได้เยอะ คนโอกินาวาจึงทานอาหารด้วยพลังงานเฉลี่ยเพียงราวๆ 1,900 กิโลแคลอรีในสัดส่วนของโปรตีนที่น้อย ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ราวๆ 2,000 กิโลแคลอรีขึ้นไป หากสังเกตุอาหารญี่ปุ่นจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมาเป็นถาดหรือถ้วยเล็กๆ อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ไม่สามารถนำไปเทียบกับคนที่ออกกำลังกายหรือเล่นกล้ามได้ แต่ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนอาหารสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นกล้ามได้

    แล้วปลาละ โอกินาวาเป็นหมู่เกาะตั้งอยู่กลางทะเล แต่ทำไมคนโอกินาวาถึงไม่ได้กินปลาเป็นอาหารหลัก ต้องมีคำถามนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะคนญี่ปุ่นเป็นชาติที่กินปลาเยอะมาก ต้องย้อนกลับไปในอดีตที่โอกินาวาคือพื้นที่ของอาณาจักรริวกิว (Ryukyu Kingdom) ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมแบบคนญีปุ่นมาตั้งแต่อดีต แต่กลับได้อิทธิพลด้านอาหารมาจากอาณาจักรจีนหรือจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมา ปลาที่อาศัยอยู่ในหมู่เกาะโอกินาวานั้นมีสายพันธุ์ที่ไม่หลากหลาย และด้วยอุณหภูมิที่สูงเกือบตลอดทั้งปี มีฤดูหนาวที่สั้น (และไม่ได้หนาวกว่ายอดดอยบ้านเราสักเท่าไร) การเก็บอาหารสดไว้ตั้งแต่อดีตมาจึงไม่ใช่ที่คนที่นี่ทำกัน และซาซิมิจึงไม่ใช่อาหารจานหลักนั่นเองครับ

    สุดท้ายนี้ที่สำคัญ คนโอกินาวา มีวัฒนธรรมการกินที่เรียกว่า ฮารา ฮาชิ บู Hari Hachi Bu ที่หมายถึงว่า หยุดกินก่อนที่จะรู้สึกอิ่ม หรือกินให้ถึงจุดที่ไม่รู้สึกหิวอีก กินแค่ประมาณ 80% ของกระเพาะอาหารถ้าคิดง่ายๆ ถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากินมาถึง 80% แล้วก็ต้องบอกว่าคนโอกินาวาได้ฝึกฝนการกินแบบมีสติ (mindfulness eating) มากันหลายชั่วอายุคน ซึ่งคนแบบเราเองก็สามารถทำได้แต่ต้องฝึก

    I am full ฉันอิ่มแล้ว กับ I am no longer hungry ฉันไม่หิวแล้ว

    สองคนน้ำดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่จริงๆ อาจจะไม่เหมือนกัน ผมขอฝากไว้ทิ้งท้ายครับ 😊 สำหรับอีก 4 สถานที่ขอเก็บไว้เขียนต่อในคราวต่อไปครับ

你可能也想看看

搜尋相關網站