雖然這篇Restatement鄉民發文沒有被收入到精華區:在Restatement這個話題中,我們另外找到其它相關的精選爆讚文章
在 restatement產品中有3篇Facebook貼文,粉絲數超過4,510的網紅許文昌 Man-cheong,也在其Facebook貼文中提到, The Big Four audit firm has had a streak of accounting problems surface recently at U.S. companies it audits, including an uptick in high-profile rest...
同時也有1部Youtube影片,追蹤數超過2萬的網紅Akirito's Ukulele,也在其Youtube影片中提到,At school, a guy played this tune at the cafeteria with his guitar. I really liked the song as I heard of this. I searched online and practiced to pla...
restatement 在 فصبر جميل Instagram 的最讚貼文
2021-09-24 03:33:01
thank you, @lexishibiscus. . awesome staffs— sangat alert dgn family with OKU child, permudahkan semua hal. fon suami tertinggal dlm buggy— amat amana...
restatement 在 Shintaro Takeda ?? Instagram 的精選貼文
2020-05-30 16:27:06
SUSHI Restatement in Ueno station, Tokyo🇯🇵 _________________________ #Japan #Tokyo #Akihabara #Travel #Journey #traveljapan #japantravel #visitjapan #...
-
restatement 在 Akirito's Ukulele Youtube 的最佳貼文
2016-11-06 23:28:42At school, a guy played this tune at the cafeteria with his guitar. I really liked the song as I heard of this. I searched online and practiced to play it on my uku!! Also, I am very interested in Spanish language as well. In fact, I am learning it!!
Please follow me on twitter↓
ツイッターフォローお願いします↓
请在推特上关注↓
https://twitter.com/AkiritoUkulele
Ukulele: High-G KALA KA-15S
"Romance Anónimo" (Anonymous Romance) is a piece for guitar, also known as "Estudio en Mi de Rubira" (Study in E by Rubira), "Spanish Romance", "Romance de España", "Romance de Amor", "Romance of the Guitar", "Romanza" and "Romance d'Amour" among other names.
Its origins and authorship are currently in question. It is suspected of originally being a solo instrumental guitar work, from the 19th century. It has variously been attributed to Antonio Rubira, David del Castillo,[1] Francisco Tárrega, Fernando Sor, Daniel Fortea, Miguel Llobet, Antonio Cano, Vicente Gómez and Narciso Yepes. The Anónimo (anonymous) part of its name has been incorporated over the years due to this uncertainty. The question of authorship has probably been propagated by three main reasons: the lack of claim by its true author, the desire to avoid paying copyright fees, and the desire of publishing companies to claim the lucrative copyright of this world-famous piece.[2]
The style of the piece is that of the Parlour music of the late 19th century in Spain or South America, having a closed three-part form: the first in the minor key and the second being in the major key, with the third being a restatement of the first.
restatement 在 許文昌 Man-cheong Facebook 的精選貼文
The Big Four audit firm has had a streak of accounting problems surface recently at U.S. companies it audits, including an uptick in high-profile restatements. Its clients account for three of the five biggest restatements so far this year, measured by cumulative impact on net income, according to a Wall Street Journal analysis of data from research firm Audit Analytics.
Companies audited by PwC have been more prone over the last couple of years than clients of the other Big Four firms to do the most serious type of restatement, the analysis found. These involve a company alerting clients to a problem and reissuing its financial statements.
PwC also stands out for another type of restatement. These involve a company quietly updating past financial statements without having to alert investors. Although these “Little r” revisions are designed to correct minor accounting problems, recent research found some were associated with significant share-price falls, the Journal reported this month.
PwC also stands out for another type of restatement. These involve a company quietly updating past financial statements without having to alert investors. Although these “Little r” revisions are designed to correct minor accounting problems, recent research found some were associated with significant share-price falls, the Journal reported this month.
restatement 在 元毓 Facebook 的最佳貼文
簡論波音投資機會
近日美國波音公司音737MAX機型可能瑕疵引發兩次慘重空難而股價下跌(見圖)
許多網友詢問是否是入場買股的好時機,我個人偏向否定。因近日繁忙,我簡單以財務與法律風險分析兩方面切入。
我們從波音公司2018年公開年報大概可以發現以下幾個事實:(見圖)
1.商用飛機市場與售後服務市場約佔波音總營收 76.87%
2.商用飛機市場與售後服務市場佔波音來自營運之利益的86.77%
3.以營運利益率來看,商用飛機市場、國防市場與售後服務市場分別是:13%、6.87%與14.82%。國防武器市場顯然沒有想像中好賺。
4.雖然波音是世界級國防軍事武器商,但財報清楚顯示其公司經濟命脈還是來自於民用市場,無論從營收或收益兩方面觀察。
5.目前波音以受理訂單並排入預定出貨的商用機種有:737、747、767、777X、787等機型。其中737機型佔總訂單的80.16%(以飛機數量看)。而737MAX8 恰恰是此次事故機種。
從中國開始世界主要國家,甚至連美國政府在內,都要求停飛737機型並重新檢查。而也傳出印尼航空取消49架飛機訂單,某些國家航空公司也可能跟進。
消息指出波音此機型的操控系統軟體恐怕真存在特定瑕疵,造成飛機航行控制上的災難。
這就帶入本文第二個角度:法律風險
美國法上,飛機事故中如果飛機本身有製造或設計上瑕疵,依然適用「侵權行為」的product liability。這點從1976年的聯邦第二巡迴法院判決「Bruce v. Martin-Marietta Corporation」可得證。
product liability基本有三塊瑕疵廠商均可能負擔strict liability:
a. manufacturing defect
b. design defect
c. failure to warn
(請參考 Restatement of Law, Torts, §402 (A))
以波音737MAX機型案來看,落入(a)與(b)的可能性都存在。
尤其落入design defect的話,我認為這類下美國判例樹立的兩項檢測:consumer expectation test與risk-utility test 波音應該都很難過關,因為當法院要求證明波音的設計瑕疵存在「當時技術上極限時」,原告律師只要簡單以空中巴士或它牌飛機的操控系統軟體證明「reasonable alternative design」確實存在且並非經濟成本上之不可能,波音幾乎難以狡辯脫身。
換言之,過去我投資默克藥廠依據的科技抗辯(state of art)在波音737MAX案中應該是難以援用主張。
當然,波音應該還是會選擇以和解來結案。只是辮子纂在人家手上,即便和解,要付出的代價恐怕現階段難以估計,甚至難以看到可能的上限。而偏偏737機型正是波音最主要收入來源!
最後,波音事故發生前股價可謂是「史上最高」。這與近年的資金氾濫、川普的減稅措施等等諸多原因有關,暫且不提。值得注意的是事故發生後,波音股價縱有下跌其實幅度並非很大。在考量「潛在風險」與「安全邊際要求」下,以及手上還有更好的標的,我選擇放棄此機會,縱然我也相信賭對的人或可賺一筆。在此祝福勇敢下注者。
全文連結:
http://yuanyu.idv.tw/?p=3015
restatement 在 sittikorn saksang Facebook 的精選貼文
ทฤษฎีความยุติธรรมของจอห์น รอลว์ส
(John Rawls’ A Theory of Justice)
รองศาสตราจารย์ ดร.กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์
จอห์น บอร์ดเล่ย์ รอลว์ส (John Bordley Rawls) เกิดที่เมืองบัลติมอร์ เป็นลูกชายคนที่สองในบรรดาลูกห้าคนของนายวิลเลียม ลี รอลว์ส (William Lee Rawls) ซึ่งบิดาของรอลว์สไม่ได้จบโรงเรียนกฎหมาย แต่เป็นเพียงเสมียนทำงานในสำนักงานกฎหมาย ได้เรียนรู้งานอย่างเพียงพอจนกลายมาเป็นนักกฎหมายที่สามารถถกเถียงข้อกฎหมายได้ในศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา มารดาของเขาเป็นนักพิทักษ์สิทธิในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งต่อสู้เรื่องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของสตรี จอห์น รอลว์สได้รับอิทธิพลในด้านพัฒนาการทางจริยธรรมและความคิดทางการเมืองอย่างสำคัญจากทั้งบิดาและมารดาของเขา
จอห์น รอลว์สเป็นนักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกันที่มีความสำคัญมากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมโลกร่วมสมัย จอห์น รอลว์สเกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1921 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002 รอลว์สเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาการเมืองของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เขาเป็นนักปรัชญาการเมืองแนวเสรีนิยม งานเขียนที่สำคัญ ได้แก่ A Theory of Justice (1971), Political Liberalism (1993), The Law of Peoples (1999), Justice as Fairness: A Restatement (2001).
ทฤษฎีความยุติธรรม (A Theory of Justice)
ก่อนยุคสมัยของจอห์น รอลว์ส ความยุติธรรมได้รับอิทธิพลจากแนวคิดอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ซึ่งมองว่า สังคมควรจะยังประโยชน์ที่ดีงามที่สุดให้กับกลุ่มคนส่วนมากที่สุดในสังคม จึงจะเรียกได้ว่าสังคมนั้นมีความเป็นธรรมทางสังคม จอห์น รอลว์สไม่เห็นด้วย เพราะว่าการใช้แนวคิดดังกล่าวทำให้คนส่วนน้อยถูกลิดรอนสิทธิ ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดอรรถประโยชน์นิยมยังมีผลให้เสรีภาพของปัจเจกบุคคลมีความสำคัญเป็นอันดับสอง เมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่
ในทฤษฎีความยุติธรรม จอห์น รอลว์ส พยายามแสดงการประนีประนอมอย่างมีหลักการระหว่างเสรีภาพ (liberty) กับความเสมอภาค (equality) โดยนำเสนอให้เห็นชุดของแนวคิดที่มองความยุติธรรมเสมือนการปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรม (justice as fairness) รอลว์สใช้แนวคิดดังกล่าวเป็นชุดแนวคิดหลักในการถ่ายทอดเนื้อหาของความยุติธรรมในฐานะที่เป็นการปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นธรรม เขาพยายามที่จะแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือ “การกระจายความยุติธรรม” (Distributive Justice)
รอลว์สตั้งคำถามถึงหลักการสัญญาประชาคม (Social Contract) เราควรจะยอมรับหลักการความยุติธรรมใดบ้าง เมื่อเราตกลงใจที่จะทำงานร่วมกันกับผู้อื่น แต่เรายังคงอยากที่จะรักษาผลประโยชน์ของเรามากๆ และลดภาระต่างๆ ลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยที่ยังต้องประสานงานกับผู้อื่น ความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม หรือ Justice as fairness เป็นทางออกของผู้คนธรรมดา ที่ไม่ได้เป็นทั้ง “นักบุญที่แสนจะเสียสละ” และไม่ได้เป็น “คนละโมภที่สุดจะเห็นแก่ตัว” เขาเห็นว่า มนุษย์เราโดยทั่วไปเป็นผู้มีเหตุผล รู้ความเหมาะความสมควรและเข้าใจในเหตุผลได้ (rational and reasonable) เราทุกคนมีจุดมุ่งหมายปลายทาง เราทุกคนอยากที่จะบรรลุความสำเร็จ เราจะมีความสุขมากที่เราบรรลุความสำเร็จพร้อมๆ กับคนอื่นๆ ถ้ามันเป็นไปได้ เรายังอยากให้การบรรลุความสำเร็จของเราเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการและความปรารถนาของเราแต่ละคนมักมีความแตกต่างกัน ปัญหาก็คือ เราจะหาหลักการอะไร? ที่จะเป็นที่ยอมรับของเราแต่ละคนได้
หลักการข้อแรก รอลว์สเสนอแบบจำลอง (model) ของสถานการณ์ที่มีความเป็นธรรมเท่าเทียมกัน (fair situation) เพื่อช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้ เขาเสนอว่า เราควรยืนยันถึงหลักการพื้นฐานในเสรีภาพที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน (A principle of equal basic liberties) เพื่อปกป้องคุ้มครองเสรีภาพในด้านต่างๆ ที่เราคุ้นเคยเป็นอันดี อาทิ เสรีภาพในด้านวิชาการ เสรีภาพในด้านการสมาคม และเสรีภาพในการแสดงออก และอื่นๆ ทุกคนในสังคมต้องได้รับสิทธิเสรีภาพพื้นฐานอย่างเข้มข้นและอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องการที่จะมีหลักประกันว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งใดในสังคม เสรีภาพจะเสมือนเป็นตัวแทนทางเลือกที่มีความหมายต่อเรา ตัวอย่างเช่น การมีหลักประกันที่เป็นทางการในด้านเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพในการรวมตัว ถือว่ามีคุณค่าน้อยมากต่อคนยากจนและคนที่อยู่ชายขอบสังคม จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเรียกร้องให้คนทุกคนในสังคมมีโอกาสที่มีผลเป็นจริงในชีวิต อย่างน้อยที่สุด เราต้องการให้เสรีภาพของเราทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน ไม่ว่า บุคคลนั้นจะอยู่ส่วนใดในสังคม บุคคลนั้นย่อมต้องการให้ชีวิตของเขามีคุณค่า ที่มีเสรีภาพอันมีผลจริงที่จะทำให้ชีวิตของเขาหรือเธอได้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
หลักการข้อที่สอง ได้แก่ หลักการเรื่องความแตกต่าง หลักการข้อนี้เป็นหลักประกันว่า เมื่อบุคคลที่มีสภาพและแรงจูงใจคล้ายๆ กันก็พึงได้รับโอกาสในชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้น คนที่ด้อยโอกาสที่สุดในสังคมก็ควรจะได้รับโอกาสอย่างทัดเทียม ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมจะถือว่าเป็นความยุติธรรมก็ต่อเมื่อ ความไม่เท่าเทียมนั้นได้ช่วยส่งเสริมให้คนที่ด้อยโอกาสที่สุด-คนที่ยากจนที่สุดได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
แนวคิดของจอห์น รอลว์สคือการมองว่า สังคมที่มีความยุติธรรมนั้น กฎหมายและสถาบันต่างๆ ไม่ควรให้ประโยชน์กับคนกลุ่มหนึ่งบนต้นทุนของคนกลุ่มอื่นๆ บนฐานธรรมชาติและฐานสังคมที่มีความแตกต่างกัน ในการพัฒนาแนวคิดที่ว่าความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม “Justice as fairness” รอลว์สบอกให้เราลองใช้จินตนาการตัวเรา ที่ตัดสินใจเลือกหลักความยุติธรรมจากจุดกำเนิดของความเป็นธรรม อย่างที่เราไม่ต้องคำนึงถึงฐานะทางสังคม เศรษฐกิจของเรา ไม่คำนึงถึงชาติพันธุ์ของเรา เพศ หรือความสามารถที่ติดตัวเรามา ตลอดจนข้อเท็จจริงทางสังคมอื่นๆ รอลว์สเสนอว่า ประการแรก เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ กับเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน และโอกาสที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนในสังคม และประการที่สอง ต้องพยายามแบ่งสรรปันส่วนรายได้และความมั่งคั่งไปยังกลุ่มคนที่ยากจนให้ได้อย่างทั่วถึงที่สุด
กระนั้นก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่ตามมาก็คือ เราจะทำให้ประชาชนในสังคมเห็นพ้องด้วยกับการมีโครงสร้างสังคมที่สอดรับกับหลักการทั้งสองประการของจอห์น รอลว์ส ได้อย่างไร?
จอห์น รอลว์สตอบว่า เราจำเป็นต้องรื้อฟื้นแนวคิดสัญญาประชาคมของนักคิดยุคก่อนๆ อาทิ โทมัส ฮอบบ์ส (Thomas Hobbs) จอห์น ล็อค (John Locke) และฌอง ฌาค รูซโซ (Jean Jacques Rousseau) ทั้งนี้ สำหรับคนที่จำเป็นต้องตัดสินใจในส่วนที่เป็นสัญญาประชาคม รอลว์สเสนอแนะให้ใช้แนวความคิดที่เรียกว่า “ปกปิดความไม่รู้” (veil of ignorance) ซึ่งหมายถึงว่าบุคคลแต่ละคนจะต้องเลือกกฎกติกาที่จะดำรงชีวิตอยู่ โดยปราศจากความรู้ว่า ตนเป็นคนร่ำรวยหรือเป็นคนยากไร้ในสังคมนั้น สถานะตรงนี้ รอลว์สเรียกมันว่า “ตำแหน่งจุดกำเนิด” (Original Position)
ปัจเจกชนผู้หนึ่งผู้ใดที่อยู่ในตำแหน่งจุดกำเนิด จะเลือกสังคมในตำแหน่งที่อาจจะเลวร้ายที่สุด ซึ่งเท่าที่เขาหรือเธอพอจะล่วงรู้ได้คือ สถานการณ์ที่เขาหรือเธอเผชิญอยู่อาจจะยังดีกว่าสถานการณ์เลวร้ายในระบบของผู้อื่น รอลว์สเห็นว่า ผลที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่มีความยากลำบากที่สุดจะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุด คนที่ยากไร้ที่สุดในสังคมจะได้รับการยกระดับความเป็นอยู่ให้สูงขึ้นกว่าเดิม ความไม่เสมอภาคเท่าเทียมไม่ได้ถูกขจัดออกไป ทว่านำมาให้แก่ผู้ที่มีความยากไร้ขาดแคลนและมีความต้องการอย่างที่สุด กระนั้นก็ตาม ความไม่เท่าเทียม-ที่เราต้องให้คนยากไร้มากกว่าคนอื่นนั้น ก็จะต้องอยู่ในระดับน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
ผลงานระยะหลังของจอห์น รอลว์ส เป็นการเสนอแนะว่าสังคมที่มีความเป็นพหุลักษณ์ (Pluralistic society) สามารถที่จะเป็นสังคมที่มีความยุติธรรมสำหรับสมาชิกทุกคนในสังคม เขาเสนอความเห็นว่า สาธารณชนควรจะค้นหาคำตอบอย่างมีเหตุผล โดยหลีกเลี่ยงเหตุผลในเชิงศาสนาเข้มข้นหรือเหตุผลตามลัทธิปรัชญาต่างๆ รอลว์สนับถือแนวคิดของคานท์ (Kant) เป็นอย่างยิ่ง เขายกความคิดของคานท์มากล่าวว่า ตามหลักการของประชาธิปไตยเสรีที่มีเหตุผลอันรับรู้กันแพร่หลาย เราพึงหลีกเลี่ยง “สงคราม” อย่างที่สุด
จอห์น รอลว์สได้รับการวิจารณ์ว่า แนวความคิดของเขาเป็นแนวคิดเฟ้อฝันแบบยูโธเปียที่ไม่อาจจะคาดหวังผลได้แท้จริง – เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนการมองโลกด้วยสายตาของเด็กไร้เดียงสา (Damon Linker, 2000, National Review) บางท่าน อาทิ นักปรัชญาแนวอนุรักษ์นิยมที่ชื่อ โรเบอร์ต โนซิก (Robert Nozick) มองว่าข้อคิดเห็นของรอลว์สมีลักษณะของนักปรัชญาความเท่าเทียมที่ไร้สาระ ทว่ามีผลสะเทือนไปยังหนังสือหรือบทความมากกว่า 5,000 เล่ม หนังสือของรอลว์สขายได้มากกว่า 200,000 เล่ม นับเป็นหนังสือวิชาการที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง
ผู้อ่านหนังสือของเขาพากันประทับใจกันอย่างสุดๆ กับความฉลาดแหลมคมและความชัดเจนในเชิงจริยธรรมของเขา เบน โรเจอร์ส (Ben Rogers, 1999, The New Statesman) กล่าวยกย่องว่า จอห์น รอลว์สเป็นนักปรัชญาที่พูดภาษาอังกฤษที่มีความสำคัญที่สุดในหมู่นักปรัชญารุ่นเดียวกันกับเขา เขาแสดงการผสมผสานการทดลองทางความคิดอย่างหาญกล้า มีความแกร่งแข็งของแนวความคิด และจินตนาการเชิงประวัติศาสตร์ที่เยี่ยมยอด งานของเขาถือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นความคิดวิเคราะห์ทางการเมืองที่สำคัญ