[爆卦]Econometric Society是什麼?優點缺點精華區懶人包

雖然這篇Econometric Society鄉民發文沒有被收入到精華區:在Econometric Society這個話題中,我們另外找到其它相關的精選爆讚文章

在 econometric產品中有6篇Facebook貼文,粉絲數超過11萬的網紅IEObserve 國際經濟觀察,也在其Facebook貼文中提到, 各路平民股神湧現 [鄉民:巴菲特恐懼我貪婪! 連擦鞋童都開始買股票代表高點到了? 資產價格科學紀錄告訴我們的二件事] 「散戶們正在接手專業投資人不敢碰的風險」, WSJ 6/10 --- 這週美國勞動部表態"反對"下一輪的發失業金法案。然後,財報陸續反映了歷史紀錄的虧損。 然後呢,...

 同時也有10000部Youtube影片,追蹤數超過2,910的網紅コバにゃんチャンネル,也在其Youtube影片中提到,...

  • econometric 在 IEObserve 國際經濟觀察 Facebook 的最佳解答

    2020-06-11 01:05:34
    有 221 人按讚


    各路平民股神湧現

    [鄉民:巴菲特恐懼我貪婪! 連擦鞋童都開始買股票代表高點到了? 資產價格科學紀錄告訴我們的二件事]

    「散戶們正在接手專業投資人不敢碰的風險」, WSJ 6/10

    ---
    這週美國勞動部表態"反對"下一輪的發失業金法案。然後,財報陸續反映了歷史紀錄的虧損。

    然後呢,雖然Fed號稱透過 Fed 的初級、次級市場企業融資機制 (PMCCF、SMCCF) 來購買公司債,提供貸款給缺錢企業。

    但是你要不要猜猜Fed買了多少阿。友站股癌文章發表前問了我這個問題來確認數據,我也非常好奇地去看國會報告書。結果呢,雖然有600 Billion的銀彈在手,根據 5/29 的國會報告書,統計到5/19日,PMCCF 買了 0元。😅😅😅

    ----

    鄉民陸續在喊:巴菲特恐懼我貪婪! 

    隔壁棚 王柏達觀點: 「糟,剛接小孩聽到幼兒園老師們在討論股票跟石油……」

    今天華爾街日報次頭版就寫著「散戶們正在接手專業投資人不敢碰的風險」 

    即將破產的Hertz 近日累積報酬率 70% !

    Elon Musk 在5月喊自己股價太高,然後..然後現在特斯拉現在就破千了唷

    -----

    有傳說說,如果連擦鞋童都買股票 就是高點到了! 真的嗎?

    擦鞋童錯了嗎?

    -----
    這問題很多人有想過,也算是投資科學最重要的議題之一。

    要知道擦鞋童有沒有什麼魔力,必須要了解幾件事情。

    首先,這無關理不理性。就算是理性市場,價格還是可以很偏離基本面。

    前幾週我們已經看過Zoom的例子,投資人買錯Zoom 然後價格就飆漲1600%,結果真的Zoom只有漲一點點。

    這價格,難道機構投資人真的不知道太扯了嗎?

    當然知道。但是,就算知道又怎樣? Zoom漲錯的時候,其實也不是真的能夠去放空的。因為你擁有不知道放空會不會直接把身家賠光。從Zoom的故事,如果你知道股價高估、真的在高估的時候放空,最多可以賠到超過16倍的資產。

    於是,Insider正確的理性作法其實是不動,或是跟著做多 (De Long et al 1990)。

    於是呢,成交價格看到的永遠會是 (1) 基本面 + (2) Noise Trader Demand 市場上的需求 (無關基本面) + (3) 價格猜測 (基於資訊) 的線性函數 (Grossman and Stiglitz 1980, Kyle 1985)。

    而不是市場傳說的 理性= 基本面 這回事。理性的機構投資人,有些時候是眼看著市場瘋狂,或是跟著買進參與地。

    ----

    第二件事情,

    高價格低報酬,可預測地 (Cochrane 2011)。

    其實這個發現可以追回到 Robert Shiller (諾貝爾經濟學獎2013)的博士論文。

    而報酬的可預測性,在幾十年研究後,投資科學已經大概下了結論不再繼續管這件事了。參考 "Four centuries of return predictability" (Golenz and Koudijs 2018)。

    高價格低報酬,這是一個有點廢話又不太廢話的東西。大量數據顯示,有許多靠普的方式來預測接下來1~7年的報酬,其中一項最簡易取得的是 現在價格的高低,定義為 價格與股利的比率。

    Cochrane 2011 總結了股票、房地產等市場,發現當價格大量高出股利時,接下來1~7年的報酬率會顯著的低。但短期並沒有預測效果。

    這點與科斯托蘭尼的說法一致。

    有些股票本益比短期可以上升至300倍,而定存的本益比也不過50倍,唯有高度成長才能支持300倍的本益比,但投資人願意等多久讓這300倍本益比的成長實現?

    簡單來說,上面的研究結果隱含了這種300倍本益比難以持續達7年。

    ----------

    所以,

    擦鞋童買股有什麼特別魔力嗎?

    擦鞋童買股沒有問題,只要 價格 與基本面掛勾就可以了。

    就像買錯的Zoom,如果出價是合理的價格,那麼後續就不
    會有任何問題哦~

    而搶進HERTZ 賭破產也沒有什麼問題,只要不要買太貴,那麼就不會有太差的報酬。

    要賭博,也得看看賠率的合理性。

    但如果出的價格是偏離基本面的高價格,那麼,後續(1-7年)預期低報酬是可以預見的。

    就像
    假Zoom漲了1600%後,現在再次歸零了 : )

    而美國人現在全城上下信心爆棚到一個程度..

    --
    References:
    [1] Cochrane, John H. "Presidential address: Discount rates." The Journal of finance 66.4 (2011): 1047-1108.
    [2] De Long, J. Bradford, et al. "Noise trader risk in financial markets." Journal of political Economy 98.4 (1990): 703-738.
    [3] Golez, Benjamin, and Peter Koudijs. "Four centuries of return predictability." Journal of Financial Economics 127.2 (2018): 248-263.
    [4] Grossman, Sanford J., and Joseph E. Stiglitz. "On the impossibility of informationally efficient markets." The American economic review 70.3 (1980): 393-408.
    [5] Kyle, Albert S. "Continuous auctions and insider trading." Econometrica: Journal of the Econometric Society (1985): 1315-1335.

  • econometric 在 利世民 Facebook 的最佳貼文

    2020-05-06 08:25:07
    有 83 人按讚


    【純學術討論】New York Fed 最新發表嘅研究報告指,上世紀嘅流感爆發同極端民族主義情緒甚至納粹奪權有莫大關聯。

    https://www.newyorkfed.org/…/resea…/staff_reports/sr921.pdf…

    //We show that the deaths brought about by the influenza pandemic of 1918-1920 profoundly shaped German society going forward.

    Regional variation in influenza mortality was related to subsequent city spending on various amenities for its population. Cities that saw a greater share of their population die due to influenza spend less, per-capita, going forward.

    We tie in to literature on the effects of austerity by showing that lower expenditures by local municipalities affect voting for more extremist parties.

    However, we also show that influenza deaths themselves had a strong effect on the share of votes won by extremists, specifically the extremist national socialist party. This effect dominates many other effects and is persistent even when we control for the influences of local unemployment, city spending, population changes brought about by the war, and local demographics or when we instrument for influenza mortality.

    The same patterns were not observable for the votes won by other extremist parties, such as the communists.

    Our results are striking in part because they are robust to a large battery of alternate specifications despite being based on a relatively small sample.

    We argue that our results are likely the consequence of changes in societal preferences following a pandemic. In particular, the fact that the pandemic affected predominantly one part of the demographic spectrum, in this case younger people, may have altered preferences in communities. It may also have spurred resentment of foreigners among the survivors (as has happened in past pandemics), driving voters towards parties whose platform matched such sentiments.

    Given a number of econometric challenges, we are cautious about the interpretation of our results. Nevertheless, the study offers a novel contribution to the discussion surrounding the long-term effects of pandemics.//

  • econometric 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳貼文

    2019-11-11 11:49:11
    有 4,379 人按讚


    ธนาคารแห่งประเทศไทย x ลงทุนแมน
    8 ข้อเท็จจริง ปัญหาการเงินของครัวเรือนไทย

    งานศึกษาจากธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้น่าสนใจ
    ทำให้เราได้รู้พฤติกรรม การใช้จ่าย การออม
    และปัญหาการเงินของครัวเรือนไทย

    ซึ่งผลของการศึกษา สามารถสรุปได้เป็น 8 ข้อเท็จจริงดังนี้

    ข้อเท็จจริงที่ 1 : ความเปราะบางของครัวเรือนกระจุกตัวมากขึ้นในครัวเรือนที่มีหนี้ ขณะที่ครัวเรือนที่ไม่มีหนี้มีความเปราะบางลดลงต่อเนื่อง

    สัดส่วนครัวเรือนที่มีหนี้โน้มลดลงจากร้อยละ 61 ในปี 2552 มาอยู่ที่ร้อยละ 51 ในปี 2560 แต่ระดับหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือน (ที่มีหนี้) กลับเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนว่าหนี้ที่สูงกระจุกตัวอยู่กับครัวเรือนหรือผู้กู้รายเดิม

    ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่พบว่า “การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไทยในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้กู้รายเดิม และมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 5 ที่มาจากการขยายตัวของผู้กู้รายใหม่”

    ส่งผลให้ความเปราะบางกระจุกตัวมากขึ้นในครัวเรือนที่มีหนี้ โดยสัดส่วนครัวเรือนที่มีหนี้และมีปัญหารายรับไม่พอรายจ่ายโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60 ขณะที่สัดส่วนดังกล่าวของครัวเรือนที่ไม่มีหนี้โน้มลดลง

    ข้อเท็จจริงที่ 2 : ภาระหนี้และรายจ่ายไม่จำเป็น คือปัญหาหลักที่ทำให้ครัวเรือนไทยมีรายรับไม่พอรายจ่าย

    คำถามที่สำคัญเกี่ยวกับการเป็นหนี้คือ ปัญหารายรับไม่พอรายจ่ายจนทำให้ครัวเรือนต้องก่อหนี้มี ความรุนแรงขนาดไหน?

    มีครัวเรือนประมาณกว่าร้อยละ 10 ซึ่งถือเป็นส่วนน้อยที่มีรายรับไม่พอรายจ่ายจำเป็น แต่เมื่อนับรวมรายจ่ายไม่จำเป็นเข้าไปด้วย จะทำให้สัดส่วนครัวเรือนที่มีปัญหารายรับไม่พอรายจ่ายเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 และหากเพิ่มภาระหนี้เข้าไปในรายจ่ายด้วยก็จะทำให้สัดส่วนดังกล่าวสำหรับครัวเรือนที่มีหนี้ ปรับสูงขึ้นถึงร้อยละ 60

    นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่าหากนับเฉพาะรายจ่ายจำเป็น สัดส่วนครัวเรือนที่มีปัญหาทางการเงินแทบจะไม่ต่างกันระหว่างกลุ่มที่มีหนี้และไม่มีหนี้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 กลุ่มจะเริ่มมีมากขึ้น หากนับรวมรายจ่ายไม่จำเป็น และยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกเมื่อนับรวมรายจ่ายด้านภาระหนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการปลดภาระหนี้ โดยหากทำได้สำเร็จจะทำให้สัดส่วนครัวเรือนไทยที่มีปัญหาทางการเงินลดลงอย่างมาก

    ข้อเท็จจริงที่ 3 : รายได้ที่ผันผวนไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ครัวเรือนก่อหนี้สิน แต่เป็นรายได้ที่มั่นคงที่ทำให้
    เข้าถึงบริการทางการเงิน (ก่อหนี้) ได้ดีขึ้น

    หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ครัวเรือนอาจต้องก่อหนี้คือ การที่ครัวเรือนมีรายได้ผันผวนจนไม่สามารถประเมินรายได้ในอนาคตได้ดีเท่าที่ควร และอาจสร้างปัญหาในการบริหารเงินจนนำไปสู่การก่อหนี้

    อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนไทยมีสัดส่วนรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่มีหนี้และไม่มีหนี้ หรือกลุ่มที่มีปัญหาและไม่มีปัญหาทางการเงิน

    สะท้อนถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ครัวเรือนไทย ไม่ได้มีปัญหาด้านรายได้ที่ผันผวนเหมือนในอดีต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แรงงานเคลื่อนย้ายจากภาคเกษตรไปสู่การเป็นลูกจ้างในภาคบริการมากขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ การที่ภาคครัวเรือนมีแหล่งรายรับที่มั่นคงมากขึ้นส่งผลให้ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ดีขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินมักจะให้เครดิตกับผู้กู้ที่มีรายได้มั่นคงมากกว่า ดังนั้นถือได้ว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มั่นคงเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการก่อหนี้สิน

    ข้อเท็จจริงที่ 4 : ยิ่งครัวเรือนมีสัดส่วนรายได้มั่นคงสูงขึ้น ก็จะมีการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่อัตราการออมจะ ลดลง สะท้อนถึงการขาดความระมัดระวังในการใช้จ่าย

    การศึกษานี้พบว่า หลังจากคุมลักษณะและปัจจัยต่างๆ ของครัวเรือนให้คงที่ ครัวเรือนที่มีสัดส่วนรายได้มั่นคงสูงๆ จะมีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมภาระหนี้) สูงขึ้นตามไปด้วย และมีอัตราการออมที่ลดลง เมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีรายได้ผันผวน

    ผลลัพธ์ดังกล่าว อาจชี้ให้เห็นถึงความชะล่าใจของครัวเรือนที่มีรายได้มั่นคงสูง จึงมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายน้อยกว่าครัวเรือนที่มีรายได้ผันผวน

    โดยเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีสัดส่วนรายได้มั่นคงต่ำกว่าร้อยละ 20 แล้ว ครัวเรือนที่มีสัดส่วนรายได้มั่นคงสูงเกินกว่าร้อยละ 80 จะมีรายจ่ายสูงกว่า ประมาณร้อยละ 6.5 ต่อเดือน ขณะที่อัตราการออมจะต่ำกว่าประมาณร้อยละ 2.0 ต่อเดือนอย่างมีนัยทางสถิติ

    ข้อเท็จจริงที่ 5 : ครัวเรือนรุ่นหลังๆ (Gen Y) มีการใช้จ่ายมากกว่ารุ่นก่อนๆ ค่อนข้างมาก

    จากข้อเท็จจริงที่ 2 ซึ่งพบว่าครัวเรือนที่มีหนี้กว่าร้อยละ 60 อาจประสบปัญหารายรับไม่พอรายจ่าย กลุ่มดังกล่าวมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แตกต่างจากครัวเรือนที่มีหนี้แต่ไม่มีปัญหาทางการเงินอย่างชัดเจน

    โดยการศึกษานี้ได้ตั้งคำถามว่า หากคุมลักษณะและปัจจัยต่างๆ ของครัวเรือน เช่น รายได้ อาชีพและทำเลที่อยู่อาศัยให้คงที่แล้ว การใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วงปีหลังๆ คือ ปี 2556 - 2560 จะแตกต่างกับปี 2554 หรือไม่ และแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างไร

    ซึ่งพบว่า การใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีปัญหาทางการเงินเพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีตค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีอายุเฉลี่ย 0 - 30 ปี หรือกลุ่ม Gen Y ที่เห็นการใช้จ่ายเร่งขึ้นสูงในปี 2560 โดยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 เทียบกับปี 2554 ขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีอายุเฉลี่ย 31 - 50 ปี ก็มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า

    ในทางกลับกัน กลุ่มครัวเรือนที่มีหนี้แต่ไม่มีปัญหาทางการเงิน จะมีการใช้จ่ายลดลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันนี้อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า ครัวเรือนที่มีหนี้แต่ไม่ระวังการใช้จ่ายมักจะประสบปัญหาทางการเงิน ขณะที่ครัวเรือนที่มีหนี้และมีวินัยในการใช้จ่ายก็จะไม่มีปัญหาทางการเงิน

    ข้อเท็จจริงที่ 6 : เทคโนโลยีทำให้ครัวเรือนขาดความระมัดระวังในการใช้จ่าย

    เทคโนโลยีโดยเฉพาะโลก online นอกจากจะสร้างประโยชน์และความสะดวกสบายในการเข้าถึงข้อมูลให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอโฆษณาที่เข้าถึงความสนใจเฉพาะบุคคลของผู้บริโภคได้มากขึ้น

    นอกจากนี้ การเข้ามาของ social media ช่วยส่งเสริมความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ ซึ่งกระตุ้นให้เกิด ความอยากอวด อยากได้ อยากเที่ยว อยากแชร์ ตามกลุ่มเพื่อนๆ มากขึ้น

    สำหรับการศึกษานี้พบว่า หลังจากที่คุมลักษณะและปัจจัยต่างๆ ของครัวเรือนให้คงที่แล้ว การใช้ internet มีความสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

    โดยค่าใช้จ่ายจะเพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วนของสมาชิกในครัวเรือนที่มีการใช้ internet โดยครัวเรือนที่มีสัดส่วนการใช้ internet สูงๆ จะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 27 เทียบกับครัวเรือนที่ไม่ได้ใช้ internet

    นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าแม้จะคุมปัจจัยหลายๆ อย่างให้คงที่แล้ว ครัวเรือนที่ซื้อของผ่าน online shopping จะมีการใช้จ่ายมากกว่าครัวเรือนที่ซื้อของในช่องทาง offline โดยเฉพาะในหมวดเสื้อผ้าและของใช้ส่วนบุคคลที่เห็นการใช้จ่ายสูงกว่าถึงร้อยละ 39

    ข้อเท็จจริงนี้มีความสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงในข้อที่ 5 ที่ชี้ว่า Gen Y มีแนวโน้มขาดความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนรุ่นหลังเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากกว่าและเข้าถึงเร็วกว่าคนรุ่นก่อนๆ

    มองไปข้างหน้า เทคโนโลยีต่างๆ ที่สร้างความสะดวกสบายในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ รวมถึงการเข้ามา ของฟินเทค (Financial Technology) จะยิ่งทำให้ปัญหาการขาดวินัยทางการเงินและการก่อหนี้ของคนรุ่นหลังๆ มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

    จึงสามารถกล่าวได้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนส่วนหนึ่ง เป็นการต่อสู้กับเทคโนโลยีที่ทำให้ครัวเรือนขาดวินัยทางการเงิน จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้และสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้ภาคครัวเรือนใช้เทคโนโลยีได้อย่างเท่าทันและเหมาะสม

    ข้อเท็จจริงที่ 7 : การเพิ่มรายได้เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน จะขาดประสิทธิผลหากครัวเรือนไม่ปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย

    อีกหนึ่งคำถามที่สำคัญคือ การเพิ่มรายได้จะทำให้ครัวเรือนมีสภาพคล่องมากขึ้นและสามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้หรือไม่

    การศึกษานี้ได้ทำการทดสอบว่า หากครัวเรือนที่มีหนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น 1 บาท ครัวเรือนจะนำไปใช้จ่ายเท่าไร อย่างไร (ตามหลักคิดของ Marginal Propensity to Consume)

    โดยแบ่งการใช้เงินออกเป็น 3 แบบด้วยกันคือ 1) นำไปจ่ายภาระหนี้ 2) นำไปใช้จ่าย และ 3) นำไปเก็บออม

    ทั้งนี้ หากครัวเรือนนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปชำระหนี้ เช่น นำเงินมาชำระหนี้บัตรเครดิตและลดการพึ่งพาการจ่ายขั้นต่ำ ที่ทำให้เงินต้นลดได้ช้า ครัวเรือนก็จะมีโอกาสสูงที่จะสามารถปลดหนี้ได้

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า หลังจากที่ได้คุมปัจจัยต่างๆ ให้คงที่ ครัวเรือนที่มีหนี้และมีปัญหาทางการเงินจะนำรายได้ส่วนใหญ่ไปใช้จ่าย โดยเฉพาะ Gen Y ที่จะนำเงินไปใช้จ่ายถึงประมาณ 3 ใน 4 และนำไปจ่ายภาระหนี้ในส่วนที่เหลือ ขณะเดียวกันครัวเรือนที่มีหนี้แต่ไม่มีปัญหาทางการเงินจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บออมไว้อย่างน้อย 1 ใน 3 ของเงินที่เพิ่มขึ้น

    จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่การเพิ่มรายได้ต้องมาพร้อมกับการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย ไม่เช่นนั้นครัวเรือนก็จะยังมีปัญหาทางการเงินและไม่มีเงินเก็บออมอย่างเหมาะสม เพราะพฤติกรรมเดิมๆ ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิม อีกทั้งการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยมาตรการต่างๆ จะขาดประสิทธิผลหากภาคครัวเรือนไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    ข้อเท็จจริงที่ 8 : ครัวเรือนไทยมีศักยภาพในการปรับตัวเพื่อให้สามารถหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ได้ หากปรับ พฤติกรรมการใช้จ่าย

    ข้อเท็จจริงที่ 2 และ 3 ของงานศึกษานี้ชี้ว่า ครัวเรือนไทยจำนวนมากมีศักยภาพในการปรับตัว และสามารถสร้างฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นได้ หากครัวเรือนปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายและมีการวางแผนทางการเงินที่ดี เนื่องจาก

    (1) ครัวเรือนทุกกลุ่มมีสัดส่วนรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้น ซึ่งควรจะส่งผลดีต่อการคาดการณ์รายได้ต่อเดือนและการบริหารการเงินภายในครัวเรือน

    (2) ปัจจัยที่ทำให้ครัวเรือนมีรายรับไม่พอรายจ่าย ส่วนหนึ่งมาจากรายจ่ายไม่จำเป็น และส่วนใหญ่มาจากภาระหนี้ที่สูง ซึ่งหากครัวเรือนปรับลดรายจ่าย ที่ไม่จำเป็นและนำเงินที่เหลือไปชาระหนี้ (ลดภาระหนี้) เพื่อลดเงินต้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ก็จะสามารถสร้างฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นได้ กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาและความอดทนอดกลั้นแต่สามารถทำได้

    ทั้งนี้ งานศึกษาพบว่าหากให้ครัวเรือนไทยที่มีหนี้ลดรายจ่ายไม่จำเป็นลงร้อยละ 20 ก็จะทำให้สัดส่วนครัวเรือน ที่มีปัญหาทางการเงินลดลงประมาณร้อยละ 5 และตัวเลขดังกล่าวจะลดลงมากขึ้นอีกหากครัวเรือนนำเงินส่วนต่างนี้ไปชำระหนี้

    คำถามที่น่าสนใจคือ ครัวเรือนที่มีหนี้และมีปัญหาโดยเฉลี่ยแล้วควรจะลดค่าใช้จ่ายเท่าไร จึงจะทำให้พวกเขาไม่มีปัญหาทางการเงิน?

    ผลการศึกษาพบว่า การท่องเที่ยวเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่ครัวเรือนที่มีหนี้และมีปัญหาควรลด โดยต้องลดลงถึงร้อยละ 83 จากปริมาณการใช้จ่ายปัจจุบัน เพื่อให้ครัวเรือนมีรายรับเพียงพอกับรายจ่าย

    รองลงมาคือ หมวดเสื้อผ้า ซึ่งครัวเรือนควรลดการใช้จ่ายถึงร้อยละ 73 ส่วนค่าอาหารนอกบ้าน และของใช้ส่วนบุคคลก็ควรลดลงร้อยละ 58 และ 54 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีรายจ่ายอื่นๆ ที่ควรปรับลด การใช้จ่ายเพื่อสร้างวินัยและลดความเสี่ยงทางการเงินในครัวเรือน เช่น ค่าเหล้าและค่าหวยที่ควรลดลง ประมาณครึ่งหนึ่งของที่ใช้จ่ายในปัจจุบัน..

    บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจากงานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถอ่านงานศึกษาฉบับเต็มได้ที่ https://www.bot.or.th/…/articl…/Pages/Article_30Oct2019.aspx

    โดย
    ดร.สรา ชื่นโชคสันต์
    นางสาวภาวนิศร์ ชัววัลลี
    นายวิริยะ ดำรงค์ศิริ

    หมายเหตุ
    - งานศึกษานี้ ใช้วิธีการประมวลผลจากข้อมูลแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (Socio-Economic Survey: SES) ที่สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2552 - 2560 ประกอบกับการประมวลผลด้วยการคุมปัจจัยต่างๆ ให้คงที่ด้วยวิธีทางเศรษฐมิติ (Econometric Model)
    - บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคลซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

  • econometric 在 コバにゃんチャンネル Youtube 的最佳貼文

    2021-10-01 05:19:08

  • econometric 在 大象中醫 Youtube 的精選貼文

    2021-10-01 05:10:45

  • econometric 在 大象中醫 Youtube 的最讚貼文

    2021-10-01 05:09:56

你可能也想看看

搜尋相關網站