雖然這篇Andymation鄉民發文沒有被收入到精華區:在Andymation這個話題中,我們另外找到其它相關的精選爆讚文章
在 andymation產品中有1篇Facebook貼文,粉絲數超過4萬的網紅มติพล ตั้งมติธรรม,也在其Facebook貼文中提到, วิทยาศาสตร์จากภาพยนต์วิทยาศาสตร์ - เวลาในฐานะมิติหนึ่งของกาลอวกาศ (3/3) ******************** บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์วิทยาศาสตร์จากภาพยนต์วิท...
同時也有10000部Youtube影片,追蹤數超過2,910的網紅コバにゃんチャンネル,也在其Youtube影片中提到,...
andymation 在 มติพล ตั้งมติธรรม Facebook 的最佳解答
วิทยาศาสตร์จากภาพยนต์วิทยาศาสตร์ - เวลาในฐานะมิติหนึ่งของกาลอวกาศ (3/3)
********************
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์วิทยาศาสตร์จากภาพยนต์วิทยาศาสตร์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนต์วิทยาศาสตร์เรื่อง Tenet บทความนี้เป็นตอนหนึ่งของซีรีส์ทั้งหมดสามตอน ได้แก่
1. อนุภาคที่กำลังเดินทางย้อนอดีต[1]
2. เอ็นโทรปี และศรแห่งกาลเวลา[2]
3. เวลาในฐานะมิติหนึ่งของกาลอวกาศ
หมายเหตุ: บทความนี้มีการใช้คอนเซปต์ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาจากภาพยนต์เรื่อง Tenet แต่จะไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาใดๆ เกี่ยวกับตัวภาพยนต์ทั้งสิ้น
********************
เวลาในฐานะมิติหนึ่งของกาลอวกาศ
ในทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้วนั้น เราพบว่าเราสามารถอธิบายปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในธรรมชาติได้ง่าย หากเราพิจารณาว่า “เวลา” เป็นเพียงมิติหนึ่งของ “กาลอวกาศ” ทั้งสี่มิติ แรงโน้มถ่วงสามารถอธิบายได้ในรูปของการบิดงอของกาลอวกาศ และการตกลงภายใต้แรงโน้มถ่วงของวัตถุทุกอย่างนั้นเป็นไปตามการเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงในกาลอวกาศสี่มิติที่บิดงอ
นอกไปจากนี้ เราสามารถอธิบายการยืดออกของเวลาในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้ง่าย หากเราพิจารณาว่าเราอาศัยอยู่ในมิติทั้งสี่ของกาลอวกาศ เช่นเดียวกับที่ลูกธนูหนึ่งดอกนั้นมีความยาวปรากฏต่อผู้สังเกตเปลี่ยนแปลงได้ตามมุมมองของเรา “เวลา” ที่เดินไปตามวัตถุก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากมุมมองของเราที่มีต่อวัตถุนั้นเปลี่ยนแปลงไป เราจึงเห็นวัตถุที่อยู่นิ่งมีทิศทางการเคลื่อนที่ของเวลาเร็วที่สุด ในขณะที่วัตถุที่เคลื่อนที่นั้นมีนาฬิกาที่เดินช้าลง เป็นไปตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ปรากฏการณ์เหล่านี้ช่วยบ่งชี้ว่า บางทีเอกภพที่เราอยู่นั้นอาจจะไม่ได้เป็นเอกภพสามมิติอย่างที่เราเข้าใจ แต่เรากำลังอยู่ในเอกภพสี่มิติ ที่มีอีกมิติหนึ่ง คือมิติของ “เวลา”
แต่เอกภพสี่มิตินั้นหน้าตาเป็นอย่างไร? ปรากฏว่าเราไม่มีทางที่จะสามารถอธิบาย หรือแม้แต่จะจินตนาการให้เห็นภาพของสี่มิติได้ เนื่องจากเราเกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในสามมิติ ที่ล่องลอยไปตามการเคลื่อนที่ของเวลา การจะอธิบายให้สิ่งมีชีวิตสามมิติเข้าใจถึงสี่มิติจึงไม่ต่างอะไรกับการพยายามอธิบายคนที่ตาบอดแต่กำเนิดให้เข้าใจว่า “สีแดง” นั้นเป็นอย่างไร
แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ ก็คือการเปรียบเปรยถึงมิติที่ต่ำกว่า
สมมติให้มีสิ่งมีชีวิตสองมิติ ที่อาศัยอยู่บนแผ่นหน้ากระดาษ สิ่งมีชีวิตนี้รู้จักแต่ทิศทาง หน้า-หลัง และ ซ้าย-ขวา แต่เราซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตสามมิติสามารถมองเห็นได้ว่าแท้จริงแล้วนั้นยังมีอีกมิติ บน-ล่าง อยู่เหนือและใต้พวกมันอยู่ แต่ไม่ว่าเราจะพยายามอธิบายอย่างไรเราก็ไม่สามารถให้พวกมันเข้าใจได้ว่า “บน-ล่าง” คืออะไร และพวกมันก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่ ยังมีจักรวาลแผ่นกระดาษอีกจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในทิศทางที่ไม่สามารถจินตนาการได้ ที่สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดจากสามมิติเรียกมันว่า “บน” และ “ล่าง”
ในลักษณะเดียวกัน เราสามารถจินตนาการได้ถึงสิ่งมีชีวิตสี่มิติที่มองสามมิติที่เราอาศัยอยู่เป็นเพียง “แผ่น” เพียงแผ่นเดียว และยังมี “แผ่น” จักรวาลคู่ขนานสามมิติอีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ถัดไปจากจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ แต่อยู่ในอีกทิศทางที่สี่ที่ไม่ใช่ หน้า-หลัง ซ้าย-ขวา และ บน-ล่าง ซึ่งจะอธิบายให้สิ่งมีชีวิตสามมิติอย่างเราๆ ฟังยังไงเราก็ไม่เข้าใจ
และจะเกิดอะไรขึ้น หากมิติที่เพิ่มมานั้นคือ “เวลา”
หากเรากลับไปเปรียบเปรยดูกับโลกสองมิติของสิ่งมีชีวิตบนแผ่นหน้ากระดาษ หากมิติที่สาม “บน-ล่าง” แทนการเคลื่อนที่ของเวลา เราก็จะพบว่าจักรวาลของสิ่งมีชีวิตนี้จะเปรียบได้กับหนังสือการ์ตูนสักเล่มหนึ่ง ที่แต่ละหน้ากระดาษเป็นเพียงภาพนิ่งไม่เคลื่อนไหวแทนเสี้ยวพริบตาหนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกสองมิตินี้ สำหรับสิ่งมีชีวิตสามมิติอย่างเราๆ นั้น เราจะพบว่าเราสามารถที่จะพลิกข้ามเวลาไปดูหน้าใดของหนังสือการ์ตูนเล่มนี้ก็ได้อย่างอิสระ และ “เวลา” เป็นเพียงอีกหนึ่งทิศทางที่เราสามารถเดินไปด้านหน้าหรือถอยหลังก็ได้ไม่ต่างอะไรกับอีกมิติที่เหลือ
นอกไปจากนี้ เราจะพบว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจักรวาลสองมิตินี้ถูกเขียนขึ้นมาหมดแล้ว รูปร่างของ “จักรวาล” นี้จริงๆ จึงเป็นรูปทรงสามมิติที่เกิดจากการกวาดไปมาของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในหน้ากระดาษ หากเราเลือกที่จะพลิกไปที่หน้ากระดาษใดหน้าหนึ่ง เราก็จะได้ภาพนิ่ง ณ เสี้ยววินาทีหนึ่งของสิ่งมีชีวิตสองมิตินี้ ที่เวลากำลังหยุดนิ่ง
แต่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนหน้ากระดาษแล้วนั้น พวกมันจะพบว่า สติสัมปชัญญะของพวกมันนั้นกำลังถูกส่งต่อจากหน้ากระดาษหนึ่งไปยังอีกหน้ากระดาษหนึ่งโดยไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากพวกมันไม่รู้จักด้วยซ้ำว่ายังมีอีกหน้ากระดาษอื่นนอกเหนือไปจากหน้ากระดาษที่พวกมันอาศัยอยู่ พวกมันจึงสังเกตเห็นเพียงโลกสองมิติที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไป เหตุการณ์ในอดีตส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ผ่านสิ่งที่ดูเหมือนจะก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับมัน ที่เรียกว่า “เวลา” พวกมันไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ได้แต่รอให้หน้ากระดาษที่มันอยู่ค่อยๆ เลื่อนไปถึงตอนจบของหนังสือเล่มนี้เท่านั้นเอง
ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกมันกำลังอาศัยอยู่ในจักรวาลสองมิติที่ทุกๆ อย่างตั้งแต่วินาทีที่จักรวาลของพวกมันถือกำเนิดขึ้นมา ไปจนถึงวินาทีที่จักรวาลสูญสลาย ได้ถูกบันทึกเอาไว้หมดแล้ว เป็นรูปทรงสามมิติเพียงรูปทรงหนึ่ง ที่สิ่งมีชีวิตสามมิติอย่างเราๆ สามาารถมองเห็นได้พร้อมๆ กันในพริบตาเดียว
ซึ่งถ้าหากเราอาศัยอยู่ในจักรวาลที่มีมิติที่สี่เป็นมิติของกาลเวลาแล้วจริงๆ เป็นไปได้ว่าแท้จริงแล้วเหตุการณ์ทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต อาจจะถูกกำหนดเอาไว้หมดแล้ว และสติสัมปชัญญะและการรับรู้ของเราแค่กำลังค่อยๆ เคลื่อนที่ไปตามรูปทรงสี่มิติที่ประกอบขึ้นเป็น timeline ของเอกภพสี่มิติ แม้ว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นหรือทำความเข้าใจถึงรูปทรงสี่มิติที่เวลา “ปัจจุบัน” ของเราเป็นเพียวเสี้ยวบางๆ เสี้ยวหนึ่ง แต่หากมีสิ่งมีชีวิตสี่มิติอยู่ พวกมันก็จะสามารถพลิกดูอดีตและอนาคตของเราได้ไม่ต่างอะไรกับการพลิกหน้ากระดาษหนังสือการ์ตูนสักเล่มหนึ่ง
ภาพ: Grumpy CLoud FLIPBOOK - Andymation youtube video
อ่านเพิ่มเติมตอนที่แล้ว:
[1] https://www.facebook.com/matiponblog/photos/a.255101608033386/1420706841472851/
[2] https://www.facebook.com/matiponblog/photos/a.255101608033386/1421801498030052/