[爆卦]safavid crown是什麼?優點缺點精華區懶人包

雖然這篇safavid crown鄉民發文沒有被收入到精華區:在safavid crown這個話題中,我們另外找到其它相關的精選爆讚文章

在 safavid產品中有5篇Facebook貼文,粉絲數超過4萬的網紅百工裡的人類學家,也在其Facebook貼文中提到, 邊界、邊陲與邊區社會的接觸、衝突與來往展現了人類文明與文化的各種活力,同時也是幫助我們理解過去歷史不同面向的絕佳切入點。對於歐亞大陸的近代史來說,影響最大自然是歐亞內陸交界的邊區社會,尤其是在十六世紀以後就長期控制此區域的鄂圖曼帝國,帝國的瓦解為本就錯綜複雜的區域政治帶來更多的變數,也因而影響了接下...

 同時也有10000部Youtube影片,追蹤數超過2,910的網紅コバにゃんチャンネル,也在其Youtube影片中提到,...

safavid 在 Errina Hadisavitri Instagram 的最讚貼文

2020-04-28 11:53:39

Masjid Putra, Putrajaya . Kali kedua aku mengunjungi masjid terbesar ke-4 di Malaysia ini. Dengan interiornya yang bernuansa pink, ternyata banyak fil...

safavid 在 movingwinnie | traveller Instagram 的最讚貼文

2020-05-09 16:29:40

【Iran 🇮🇷 Isfahan】Naqsh-e Jahan Square is probably one of the top 5 must-go landmarks in Iran. It is a huge square in the middle of Isfahan, constructe...

  • safavid 在 百工裡的人類學家 Facebook 的最讚貼文

    2020-07-26 09:10:05
    有 84 人按讚

    邊界、邊陲與邊區社會的接觸、衝突與來往展現了人類文明與文化的各種活力,同時也是幫助我們理解過去歷史不同面向的絕佳切入點。對於歐亞大陸的近代史來說,影響最大自然是歐亞內陸交界的邊區社會,尤其是在十六世紀以後就長期控制此區域的鄂圖曼帝國,帝國的瓦解為本就錯綜複雜的區域政治帶來更多的變數,也因而影響了接下來的歐亞近代史發展。

    對於當代的我們來說,如果採用類似的角度來理解歷史,那麼美國與中國的關係自然就是這個世紀重要的事件,而天天討論要靠攏美國還是與中國友好的台灣人搞不好湊巧地關注了很具有國際觀與宏觀視角的話題?

    ———
    本書《歐亞帝國的邊境》(The Struggle for the Eurasian Borderlands)是俄國近現代史學者里博(Alfred J. Rieber)於 2014 年出版的著作,著重在第一次世界大戰結束之前,如哈布斯堡帝國、奧匈帝國、俄國、鄂圖曼帝國、伊朗、中國等歐亞大陸(Eurasia)帝國之間的邊疆史。

    歐亞大陸的歷史發展,其實是世界歷史的重心(至少以北半球的角度來說是合理的),以今日歷史研究盡可能去突破國家邊界框架的趨勢之下,本書鉅細靡遺描述歐亞各大帝國之間中央政府與邊疆社群的複雜關係,有助於擴大讀者對於歷史理解的視野。以下分幾個部分來談,歐亞帝國邊疆史裡,具有意識形態爭執的特色、族群流動與認同的特色,以及帝國瓦解後舊問題與新局勢糾纏的特色。

    在十六世紀初期,伊朗地區的薩法維王朝(Safavid Dynasty)建立之際,正值西方的鄂圖曼(Ottomans)勢力的東擴,北起高加索(Caucasus)南至波斯灣(Persian Gulf)口,成了雙方勢力對抗的地帶。學者薩里內巴夫(Fariba Zarinebaf)的文章稱,伊朗與鄂圖曼在十六世紀初期衝突是為了爭奪勢力範圍,但由於薩法維為伊斯蘭(Islam)的什葉派(Shiite)勢力,而鄂圖曼為遜尼派(Sunni),兩者正好分屬不同派別,故必須要強調自身的意識形態,區分你我,在這過程中雙方形成「國教國家」(confessional states),直到無法消滅對方、必須承認對方的存在為止。

    其實伊朗與鄂圖曼之間的勢力爭奪、邊界劃分,也是里博本書描述的重點之一。里博在釐清這廣泛的區域問題之中,指出各方勢力都為了強調自己在某些區域的優勢與正當性,一再有「真實和想像的權力再現」的企圖。各勢力交界之處的衝突,提升為彼此之間意識形態的對決。一旦戰爭爆發,邊疆社會面貌往往會被撕裂而支離破碎。里博認為,鄂圖曼與伊朗之間長久以來受爭議的邊疆地帶,「本身就是文化碎片區的完美例子」。而這些「碎片」,或許會重新接合,但會在新的面貌上一再呈現出舊問題的陰影。

    (以上引用自網頁原文)
    https://storystudio.tw/article/sobooks/the-struggle-for-the-eurasian-borderlands/

  • safavid 在 ลงทุนแมน Facebook 的最讚貼文

    2020-01-16 11:49:00
    有 4,715 人按讚


    สรุปเศรษฐกิจอิหร่าน 3,000 ปี /โดย ลงทุนแมน

    ดินแดนแห่งนี้คือศูนย์กลางของอาณาจักร ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณที่เราคุ้นหูกันว่า
    “อาณาจักรเปอร์เซีย”..

    มรดกของอาณาจักรแห่งนี้ ตกทอดมาให้เห็นในยุคปัจจุบัน
    และใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด

    เงินที่เราต้องจ่ายให้รัฐที่เรียกว่า ภาษี
    คำที่ใช้เรียกดอกไม้ที่งดงามแต่มีหนามว่า กุหลาบ

    ทั้งหมดล้วนมีที่มาจากภาษาเปอร์เซีย หรือภาษาฟาร์ซี

    แล้วเปอร์เซีย ฟาร์ซี กับอิหร่าน มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
    ทำไมประเทศนี้ ถึงใช้ชื่อว่า “อิหร่าน” ไม่ใช่ “เปอร์เซีย”

    ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
    ╔═══════════╗
    ไม่พลาดวิดีโอสาระน่ารู้จาก ลงทุนแมน
    กดติดตามที่ youtube.com/longtunman
    ╚═══════════╝
    จุดเริ่มต้น ต้องย้อนไปราว 550 ปีก่อนคริสตกาล
    สมัยที่อาณาจักรเปอร์เซียยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
    ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำไนล์ของอียิปต์ มาจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุของอินเดีย

    เมืองหลวงของเปอร์เซียในขณะนั้นคือ กรุงเพอร์เซโปลิส (Persepolis)
    อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่านในปัจจุบัน

    อาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองเป็นเวลาหลายร้อยปี ดินแดนทางตะวันตกขยายไปจนถึงกรีก
    แต่ท้ายที่สุด กองทัพของชาวกรีกทำลายกรุงเพอร์เซโปลิสจนย่อยยับ
    ภายใต้การนำทัพของกษัตริย์หนุ่มพระนามว่า อเล็กซานเดอร์มหาราช..

    ชื่อเปอร์เซีย มาจากภาษากรีกว่า “Persis” ซึ่งเรียกตามชื่อเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งนี้

    ชาวตะวันตกจึงเรียกอาณาจักรแห่งนี้ว่าเปอร์เซีย ตามชาวกรีกนับแต่นั้นมา

    ปัจจุบันกรุงเพอร์เซโปลิส เหลือเพียงซากปรักหักพัง ตั้งอยู่ในจังหวัดฟาร์ซ (Fars) ทางตอนใต้ของอิหร่าน

    และทำให้ภาษาของชาวอิหร่านซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาโบราณถูกเรียกว่า ภาษาฟาร์ซี (Farsi)

    ส่วนคำว่า อิหร่าน เป็นคำที่ชาวอิหร่านใช้เรียกตัวเอง มาจากคำว่า “Ērānšahr”
    ซึ่งใช้เรียกจักรวรรดิภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ

    คำว่า Ērānšahr มีความหมายว่า “อารยัน”
    แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับชาวอารยันทางตอนเหนือของอินเดีย

    ภาษาฟาร์ซีจึงมีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับภาษาฮินดีของอินเดียมากกว่าภาษาอาหรับ
    แต่ภาษาฟาร์ซีจะใช้ตัวอักษรอาหรับ เนื่องมาจากอิทธิพลทางศาสนา

    เมื่อศาสนาอิสลามเผยแผ่จากตะวันออกกลาง
    ดินแดนของอิหร่านก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมุสลิม
    มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมกับวัฒนธรรมมุสลิม
    จนเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างและแยกชาวอิหร่านออกจากชาวอาหรับในตะวันออกกลาง

    แม้อิหร่านจะแห้งแล้ง ไม่มีลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่
    แต่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ ทั้งทองคำ เหล็ก ทองแดง
    และเครื่องเทศราคาแพงอย่าง หญ้าฝรั่น

    ทางตอนเหนือมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และทะเลสาบแคสเปียนเป็นแหล่งประมงที่สำคัญ
    เป็นที่อยู่ของปลาสเตอร์เจียน ซึ่งไข่ของปลาชนิดนี้มีราคาแพง เรียกว่า “คาเวียร์”

    และด้วยทำเลที่เชื่อมระหว่างตะวันออกกลางกับอินเดีย ทำให้เป็นชุมทางการค้าที่สำคัญ
    ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นที่หมายปองของอาณาจักรต่างๆ

    อิหร่านเคยถูกปกครองโดยจักรวรรดิมองโกล
    ก่อนจะเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ (Safavid) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1501

    ภายใต้อาณาจักรซาฟาวิยะห์
    พระเจ้าชาห์ได้ส่งเสริมให้ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์กลายเป็นศาสนาประจำชาติ
    โดยมีกรุงอีสฟาฮานตั้งอยู่ใจกลางประเทศเป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ
    เชื่อมระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และอินเดีย
    โดยสินค้าหัตถกรรมอย่างพรมเปอร์เซีย ได้ถูกผลักดันให้แพร่หลายไปทั่วโลก

    พ่อค้าชาวอิหร่านเดินทางไปค้าขายทั่วยุโรปและเอเชีย
    หนึ่งในนั้นคือ “เฉกอะหมัด”
    เฉกอะหมัดได้นำคณะเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในปี ค.ศ. 1602 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
    ภายหลังเข้ารับราชการจนได้รับตำแหน่งจุฬาราชมนตรี เป็นผู้นำชาวมุสลิมในสยาม

    เฉกอะหมัดผู้นี้เอง เป็นต้นตระกูล “บุนนาค”
    ตระกูลขุนนางที่สำคัญของทั้งกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์

    วัฒนธรรมของชาวอิหร่าน โดยเฉพาะคำศัพท์ในภาษาฟาร์ซี เช่น ภาษี กุหลาบ และองุ่น
    จึงได้เข้ามาปะปนกับภาษาไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา..

    หลังจากราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ล่มสลาย
    ผู้ปกครองดินแดนนี้ต่อมาคือ ราชวงศ์กอญัร (Qajar) ในปี ค.ศ. 1781
    ได้ย้ายเมืองหลวงจากอีสฟาฮานมายังกรุงเตหะราน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ
    ซึ่งเป็นเมืองหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

    สมัยราชวงศ์กอญัรนี้เอง
    จักรวรรดิรัสเซียเพื่อนบ้านขนาดใหญ่ทางตอนเหนือได้แผ่ขยายดินแดนมาถึงชายแดนของอิหร่าน ทำให้เกิดสงครามอิหร่าน-รัสเซีย ถึง 2 ครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1804 - ค.ศ. 1828
    ผลลงเอยด้วยความพ่ายแพ้
    อิหร่านต้องเสียดินแดนแถบเทือกเขาทางตอนเหนือให้แก่รัสเซีย

    ความอ่อนแอของราชวงศ์กอญัร
    ทำให้มหาอำนาจของโลกในช่วงเวลานั้นอย่าง จักรวรรดิอังกฤษ
    ถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน

    เวลานี้ อิหร่านถูกรายล้อมไปด้วยอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก..

    ปี ค.ศ. 1908 อังกฤษค้นพบน้ำมันดิบในอิหร่าน และเริ่มมีการขุดเจาะเพื่อส่งออกนับตั้งแต่นั้น
    รายได้มหาศาลจากน้ำมันทำให้อิหร่านเริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมตามแบบอังกฤษ

    แต่อย่างไรก็ตาม ผลของการพัฒนากลับไปตกอยู่ในมือของผู้นำและคนกลุ่มเล็กๆ

    ความเหลื่อมล้ำของรายได้นำมาสู่การปฏิวัติโค่นบัลลังก์ราชวงศ์กอญัร
    ผู้นำการปฏิวัติได้ตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าชาห์ เรซา
    และก่อตั้งราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlawi) ปกครองอิหร่านในปี ค.ศ. 1925

    ก่อนหน้านั้นไม่นาน จักรวรรดิรัสเซีย เพื่อนบ้านทางตอนเหนือ
    ได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ภายใต้ชื่อ สหภาพโซเวียต

    ความหวาดกลัวระบอบคอมมิวนิสต์ทำให้พระเจ้าชาห์ของอิหร่าน
    หันมาคบค้ากับโลกทุนนิยมเสรี ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษอย่างเต็มที่

    รายได้มหาศาลจากน้ำมัน ทำให้อิหร่านมีเงินมาใช้ในการพัฒนาต่างๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงขยายอุตสาหกรรม จนเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้งสิ่งทอ เหล็กกล้า และเคมีภัณฑ์

    อิหร่านยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันโลกหรือโอเปกในปี ค.ศ. 1960

    ในช่วงทศวรรษ 1970s ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง
    GDP ต่อหัวของชาวอิหร่านในปี ค.ศ. 1977 อยู่ที่ราว 47,400 บาท

    ซึ่งมากกว่า GDP ต่อหัวของชาวเกาหลีใต้ในช่วงเวลานั้นถึง 2 เท่า
    และมากกว่า GDP ต่อหัวของชาวไทยถึง 5 เท่า

    แต่บทละครฉากเดิมก็วกกลับมาอีกครั้ง
    รายได้ที่ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ความฟุ่มเฟือยของสมาชิกในราชวงศ์ปาห์ลาวี
    และปัญหาเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันพุ่งสูงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ

    พ่วงด้วยการนิยมวัฒนธรรมตะวันตกจนเกินพอดี
    ก็สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอิสลาม

    ในที่สุด ราชวงศ์ปาห์ลาวีก็ถูกปฏิวัติอีกครั้งในปี ค.ศ. 1979

    คราวนี้อิหร่านเปลี่ยนประเทศแบบสุดขั้ว กลายเป็นรัฐทางศาสนาที่เคร่งครัด
    ทิ้งกรอบความคิดแบบตะวันตก
    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
    จากเดิมหญิงสาวอิหร่านแต่งกายตามแบบตะวันตก กลายเป็นต้องมีผ้าคลุมหัวมิดชิด

    พร้อมเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน”
    ภายใต้การนำของผู้นำศาสนา อายะตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี

    พระเจ้าชาห์หนีไปรักษาตัวจากโรคมะเร็งที่สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะส่งตัวพระเจ้าชาห์ตามคำขอของรัฐบาล สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลอิหร่าน

    รัฐบาลอิหร่านจึงได้สนับสนุนให้ประชาชนบุกยึดสถานทูตสหรัฐอเมริกา และจับชาวอเมริกันเป็นตัวประกัน

    การกระทำที่อุกอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาสั่นคลอน
    สหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่านในทันที

    ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็ยึดสัมปทานบริษัทน้ำมันของสหรัฐอเมริกามาเป็นของรัฐบาล

    ความวุ่นวายทางการเมืองในอิหร่าน ทำให้ “อิรัก” ประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตก
    ภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซนได้ทีเข้ามาก่อสงครามกับอิหร่าน
    จนกลายเป็นสงครามอิรัก-อิหร่าน ที่ยาวนานกว่า 8 ปี

    สงครามจบลงในปี ค.ศ. 1988 โดยที่ไม่มีฝ่ายไหนได้รับชัยชนะ
    ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสูญเสียชีวิตผู้คนไปกว่า 500,000 คน

    การพัฒนาต่างๆ ของอิหร่านหยุดชะงักไปในช่วงทศวรรษ 1990
    เพื่อทำการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายในช่วงสงคราม

    มีเพียงน้ำมันเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 80% ของการส่งออกสินค้าและบริการทั้งหมด

    ผลักดันให้อิหร่านกลายเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับ 4 ของโลกในช่วงทศวรรษนั้น

    แต่แล้วโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการสะสมแร่ยูเรเนียม
    ก็ทำให้อิหร่านถูกนานาชาติคว่ำบาตรในปี ค.ศ. 2006
    ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันและเศรษฐกิจของอิหร่านหยุดชะงัก

    จนในปี ค.ศ. 2015 อิหร่านได้ทำ “ข้อตกลงนิวเคลียร์”
    กับสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี
    โดยอิหร่านจะลดการถือครองแร่ยูเรเนียมบริสุทธิ์ แลกกับการที่นานาชาติจะเลิกคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่าน ทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนของอิหร่านกลับมาฟื้นตัว

    แต่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาก็ปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2019
    เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าว
    เพราะเห็นว่าเป็นข้อตกลงที่อิหร่านได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว..

    ทั้งหมดคือเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอย่างคร่าวๆ ของประเทศที่ชื่อว่า “อิหร่าน”
    ท่ามกลางสายลมแห่งประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี

    เป็นที่น่าติดตามว่าชะตากรรมของดินแดนแห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
    ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาจะลุกลามจนบานปลายเป็นสงครามหรือไม่?

    แต่สำหรับอิหร่านที่ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน
    และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านชื่อ อิรักและซีเรีย

    อิหร่านก็คงรู้ดีว่าตอนจบของสงครามนั้นไม่มีอะไร นอกจากซากปรักหักพัง..
    ╔═══════════╗
    ไม่พลาดวิดีโอสาระน่ารู้จาก ลงทุนแมน
    กดติดตามที่ youtube.com/longtunman
    ╚═══════════╝
    References
    -The No-Nonsense Guide to World History, Chris Brazier
    -เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน, ดร.ไสว บุญมา
    -https://www.ancient.eu/Indo-European_Languages/
    -https://www.little-persia.com/rug-guides/rug-history
    -http://news.muslimthaipost.com/news/31062
    -https://www.visualcapitalist.com/the-largest-producers-of-…/
    -http://atlas.cid.harvard.edu/explore…
    -https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD…

  • safavid 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳解答

    2020-01-16 11:49:00
    有 4,703 人按讚

    สรุปเศรษฐกิจอิหร่าน 3,000 ปี /โดย ลงทุนแมน

    ดินแดนแห่งนี้คือศูนย์กลางของอาณาจักร ที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณที่เราคุ้นหูกันว่า
    “อาณาจักรเปอร์เซีย”..

    มรดกของอาณาจักรแห่งนี้ ตกทอดมาให้เห็นในยุคปัจจุบัน
    และใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด

    เงินที่เราต้องจ่ายให้รัฐที่เรียกว่า ภาษี
    คำที่ใช้เรียกดอกไม้ที่งดงามแต่มีหนามว่า กุหลาบ

    ทั้งหมดล้วนมีที่มาจากภาษาเปอร์เซีย หรือภาษาฟาร์ซี

    แล้วเปอร์เซีย ฟาร์ซี กับอิหร่าน มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
    ทำไมประเทศนี้ ถึงใช้ชื่อว่า “อิหร่าน” ไม่ใช่ “เปอร์เซีย”

    ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
    ╔═══════════╗
    ไม่พลาดวิดีโอสาระน่ารู้จาก ลงทุนแมน
    กดติดตามที่ youtube.com/longtunman
    ╚═══════════╝
    จุดเริ่มต้น ต้องย้อนไปราว 550 ปีก่อนคริสตกาล
    สมัยที่อาณาจักรเปอร์เซียยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
    ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำไนล์ของอียิปต์ มาจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุของอินเดีย

    เมืองหลวงของเปอร์เซียในขณะนั้นคือ กรุงเพอร์เซโปลิส (Persepolis)
    อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่านในปัจจุบัน

    อาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองเป็นเวลาหลายร้อยปี ดินแดนทางตะวันตกขยายไปจนถึงกรีก
    แต่ท้ายที่สุด กองทัพของชาวกรีกทำลายกรุงเพอร์เซโปลิสจนย่อยยับ
    ภายใต้การนำทัพของกษัตริย์หนุ่มพระนามว่า อเล็กซานเดอร์มหาราช..

    ชื่อเปอร์เซีย มาจากภาษากรีกว่า “Persis” ซึ่งเรียกตามชื่อเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งนี้

    ชาวตะวันตกจึงเรียกอาณาจักรแห่งนี้ว่าเปอร์เซีย ตามชาวกรีกนับแต่นั้นมา

    ปัจจุบันกรุงเพอร์เซโปลิส เหลือเพียงซากปรักหักพัง ตั้งอยู่ในจังหวัดฟาร์ซ (Fars) ทางตอนใต้ของอิหร่าน

    และทำให้ภาษาของชาวอิหร่านซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาโบราณถูกเรียกว่า ภาษาฟาร์ซี (Farsi)

    ส่วนคำว่า อิหร่าน เป็นคำที่ชาวอิหร่านใช้เรียกตัวเอง มาจากคำว่า “Ērānšahr”
    ซึ่งใช้เรียกจักรวรรดิภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ

    คำว่า Ērānšahr มีความหมายว่า “อารยัน”
    แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับชาวอารยันทางตอนเหนือของอินเดีย

    ภาษาฟาร์ซีจึงมีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับภาษาฮินดีของอินเดียมากกว่าภาษาอาหรับ
    แต่ภาษาฟาร์ซีจะใช้ตัวอักษรอาหรับ เนื่องมาจากอิทธิพลทางศาสนา

    เมื่อศาสนาอิสลามเผยแผ่จากตะวันออกกลาง
    ดินแดนของอิหร่านก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมุสลิม
    มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมดั้งเดิมกับวัฒนธรรมมุสลิม
    จนเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างและแยกชาวอิหร่านออกจากชาวอาหรับในตะวันออกกลาง

    แม้อิหร่านจะแห้งแล้ง ไม่มีลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่
    แต่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ ทั้งทองคำ เหล็ก ทองแดง
    และเครื่องเทศราคาแพงอย่าง หญ้าฝรั่น

    ทางตอนเหนือมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และทะเลสาบแคสเปียนเป็นแหล่งประมงที่สำคัญ
    เป็นที่อยู่ของปลาสเตอร์เจียน ซึ่งไข่ของปลาชนิดนี้มีราคาแพง เรียกว่า “คาเวียร์”

    และด้วยทำเลที่เชื่อมระหว่างตะวันออกกลางกับอินเดีย ทำให้เป็นชุมทางการค้าที่สำคัญ
    ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นที่หมายปองของอาณาจักรต่างๆ

    อิหร่านเคยถูกปกครองโดยจักรวรรดิมองโกล
    ก่อนจะเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ (Safavid) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1501

    ภายใต้อาณาจักรซาฟาวิยะห์
    พระเจ้าชาห์ได้ส่งเสริมให้ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์กลายเป็นศาสนาประจำชาติ
    โดยมีกรุงอีสฟาฮานตั้งอยู่ใจกลางประเทศเป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ
    เชื่อมระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และอินเดีย
    โดยสินค้าหัตถกรรมอย่างพรมเปอร์เซีย ได้ถูกผลักดันให้แพร่หลายไปทั่วโลก

    พ่อค้าชาวอิหร่านเดินทางไปค้าขายทั่วยุโรปและเอเชีย
    หนึ่งในนั้นคือ “เฉกอะหมัด”
    เฉกอะหมัดได้นำคณะเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในปี ค.ศ. 1602 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
    ภายหลังเข้ารับราชการจนได้รับตำแหน่งจุฬาราชมนตรี เป็นผู้นำชาวมุสลิมในสยาม

    เฉกอะหมัดผู้นี้เอง เป็นต้นตระกูล “บุนนาค”
    ตระกูลขุนนางที่สำคัญของทั้งกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์

    วัฒนธรรมของชาวอิหร่าน โดยเฉพาะคำศัพท์ในภาษาฟาร์ซี เช่น ภาษี กุหลาบ และองุ่น
    จึงได้เข้ามาปะปนกับภาษาไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา..

    หลังจากราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ล่มสลาย
    ผู้ปกครองดินแดนนี้ต่อมาคือ ราชวงศ์กอญัร (Qajar) ในปี ค.ศ. 1781
    ได้ย้ายเมืองหลวงจากอีสฟาฮานมายังกรุงเตหะราน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ
    ซึ่งเป็นเมืองหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

    สมัยราชวงศ์กอญัรนี้เอง
    จักรวรรดิรัสเซียเพื่อนบ้านขนาดใหญ่ทางตอนเหนือได้แผ่ขยายดินแดนมาถึงชายแดนของอิหร่าน ทำให้เกิดสงครามอิหร่าน-รัสเซีย ถึง 2 ครั้งในช่วงปี ค.ศ. 1804 - ค.ศ. 1828
    ผลลงเอยด้วยความพ่ายแพ้
    อิหร่านต้องเสียดินแดนแถบเทือกเขาทางตอนเหนือให้แก่รัสเซีย

    ความอ่อนแอของราชวงศ์กอญัร
    ทำให้มหาอำนาจของโลกในช่วงเวลานั้นอย่าง จักรวรรดิอังกฤษ
    ถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน

    เวลานี้ อิหร่านถูกรายล้อมไปด้วยอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก..

    ปี ค.ศ. 1908 อังกฤษค้นพบน้ำมันดิบในอิหร่าน และเริ่มมีการขุดเจาะเพื่อส่งออกนับตั้งแต่นั้น
    รายได้มหาศาลจากน้ำมันทำให้อิหร่านเริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมตามแบบอังกฤษ

    แต่อย่างไรก็ตาม ผลของการพัฒนากลับไปตกอยู่ในมือของผู้นำและคนกลุ่มเล็กๆ

    ความเหลื่อมล้ำของรายได้นำมาสู่การปฏิวัติโค่นบัลลังก์ราชวงศ์กอญัร
    ผู้นำการปฏิวัติได้ตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าชาห์ เรซา
    และก่อตั้งราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlawi) ปกครองอิหร่านในปี ค.ศ. 1925

    ก่อนหน้านั้นไม่นาน จักรวรรดิรัสเซีย เพื่อนบ้านทางตอนเหนือ
    ได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ภายใต้ชื่อ สหภาพโซเวียต

    ความหวาดกลัวระบอบคอมมิวนิสต์ทำให้พระเจ้าชาห์ของอิหร่าน
    หันมาคบค้ากับโลกทุนนิยมเสรี ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษอย่างเต็มที่

    รายได้มหาศาลจากน้ำมัน ทำให้อิหร่านมีเงินมาใช้ในการพัฒนาต่างๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงขยายอุตสาหกรรม จนเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้งสิ่งทอ เหล็กกล้า และเคมีภัณฑ์

    อิหร่านยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันโลกหรือโอเปกในปี ค.ศ. 1960

    ในช่วงทศวรรษ 1970s ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง
    GDP ต่อหัวของชาวอิหร่านในปี ค.ศ. 1977 อยู่ที่ราว 47,400 บาท

    ซึ่งมากกว่า GDP ต่อหัวของชาวเกาหลีใต้ในช่วงเวลานั้นถึง 2 เท่า
    และมากกว่า GDP ต่อหัวของชาวไทยถึง 5 เท่า

    แต่บทละครฉากเดิมก็วกกลับมาอีกครั้ง
    รายได้ที่ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ความฟุ่มเฟือยของสมาชิกในราชวงศ์ปาห์ลาวี
    และปัญหาเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันพุ่งสูงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ

    พ่วงด้วยการนิยมวัฒนธรรมตะวันตกจนเกินพอดี
    ก็สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอิสลาม

    ในที่สุด ราชวงศ์ปาห์ลาวีก็ถูกปฏิวัติอีกครั้งในปี ค.ศ. 1979

    คราวนี้อิหร่านเปลี่ยนประเทศแบบสุดขั้ว กลายเป็นรัฐทางศาสนาที่เคร่งครัด
    ทิ้งกรอบความคิดแบบตะวันตก
    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
    จากเดิมหญิงสาวอิหร่านแต่งกายตามแบบตะวันตก กลายเป็นต้องมีผ้าคลุมหัวมิดชิด

    พร้อมเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน”
    ภายใต้การนำของผู้นำศาสนา อายะตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี

    พระเจ้าชาห์หนีไปรักษาตัวจากโรคมะเร็งที่สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะส่งตัวพระเจ้าชาห์ตามคำขอของรัฐบาล สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลอิหร่าน

    รัฐบาลอิหร่านจึงได้สนับสนุนให้ประชาชนบุกยึดสถานทูตสหรัฐอเมริกา และจับชาวอเมริกันเป็นตัวประกัน

    การกระทำที่อุกอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาสั่นคลอน
    สหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่านในทันที

    ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็ยึดสัมปทานบริษัทน้ำมันของสหรัฐอเมริกามาเป็นของรัฐบาล

    ความวุ่นวายทางการเมืองในอิหร่าน ทำให้ “อิรัก” ประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตก
    ภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซนได้ทีเข้ามาก่อสงครามกับอิหร่าน
    จนกลายเป็นสงครามอิรัก-อิหร่าน ที่ยาวนานกว่า 8 ปี

    สงครามจบลงในปี ค.ศ. 1988 โดยที่ไม่มีฝ่ายไหนได้รับชัยชนะ
    ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสูญเสียชีวิตผู้คนไปกว่า 500,000 คน

    การพัฒนาต่างๆ ของอิหร่านหยุดชะงักไปในช่วงทศวรรษ 1990
    เพื่อทำการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายในช่วงสงคราม

    มีเพียงน้ำมันเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดคิดเป็นสัดส่วน 80% ของการส่งออกสินค้าและบริการทั้งหมด

    ผลักดันให้อิหร่านกลายเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับ 4 ของโลกในช่วงทศวรรษนั้น

    แต่แล้วโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการสะสมแร่ยูเรเนียม
    ก็ทำให้อิหร่านถูกนานาชาติคว่ำบาตรในปี ค.ศ. 2006
    ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันและเศรษฐกิจของอิหร่านหยุดชะงัก

    จนในปี ค.ศ. 2015 อิหร่านได้ทำ “ข้อตกลงนิวเคลียร์”
    กับสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี
    โดยอิหร่านจะลดการถือครองแร่ยูเรเนียมบริสุทธิ์ แลกกับการที่นานาชาติจะเลิกคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่าน ทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนของอิหร่านกลับมาฟื้นตัว

    แต่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาก็ปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2019
    เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าว
    เพราะเห็นว่าเป็นข้อตกลงที่อิหร่านได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว..

    ทั้งหมดคือเรื่องราวประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอย่างคร่าวๆ ของประเทศที่ชื่อว่า “อิหร่าน”
    ท่ามกลางสายลมแห่งประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี

    เป็นที่น่าติดตามว่าชะตากรรมของดินแดนแห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
    ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาจะลุกลามจนบานปลายเป็นสงครามหรือไม่?

    แต่สำหรับอิหร่านที่ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน
    และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านชื่อ อิรักและซีเรีย

    อิหร่านก็คงรู้ดีว่าตอนจบของสงครามนั้นไม่มีอะไร นอกจากซากปรักหักพัง..
    ╔═══════════╗
    ไม่พลาดวิดีโอสาระน่ารู้จาก ลงทุนแมน
    กดติดตามที่ youtube.com/longtunman
    ╚═══════════╝
    References
    -The No-Nonsense Guide to World History, Chris Brazier
    -เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน, ดร.ไสว บุญมา
    -https://www.ancient.eu/Indo-European_Languages/
    -https://www.little-persia.com/rug-guides/rug-history
    -http://news.muslimthaipost.com/news/31062
    -https://www.visualcapitalist.com/the-largest-producers-of-crude-oil-1965-2017/
    -http://atlas.cid.harvard.edu/explore?country=107&product=undefined&year=1996&productClass=HS&target=Partner&partner=undefined&startYear=undefined
    -https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD?locations=IR-TH

  • safavid 在 コバにゃんチャンネル Youtube 的最佳貼文

    2021-10-01 05:19:08

  • safavid 在 大象中醫 Youtube 的最佳貼文

    2021-10-01 05:10:45

  • safavid 在 大象中醫 Youtube 的最佳貼文

    2021-10-01 05:09:56