雖然這篇Xylyl鄉民發文沒有被收入到精華區:在Xylyl這個話題中,我們另外找到其它相關的精選爆讚文章
在 xylyl產品中有1篇Facebook貼文,粉絲數超過3萬的網紅People Persona,也在其Facebook貼文中提到, ย้อนกลับไป ในวันที่ 22 เมษายน ในปี 1915 : แก๊สคลอรีนเผยโฉม กับความเลวร้ายของอาวุธเคมี หนึ่งในสิ่งที่สงครามแต่ละครั้งเปลี่ยนโลกไปตลอดกาลคือพัฒนาการทาง...
同時也有10000部Youtube影片,追蹤數超過2,910的網紅コバにゃんチャンネル,也在其Youtube影片中提到,...
xylyl 在 People Persona Facebook 的精選貼文
ย้อนกลับไป ในวันที่ 22 เมษายน ในปี 1915 : แก๊สคลอรีนเผยโฉม กับความเลวร้ายของอาวุธเคมี
หนึ่งในสิ่งที่สงครามแต่ละครั้งเปลี่ยนโลกไปตลอดกาลคือพัฒนาการทางการทหาร อาวุธหลากชนิดถูกจัดสรรมาประชันเพื่อชัยชนะของแต่ละฝ่าย จนเกิดการพัฒนาทางการทหารอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในนั้นคืออาวุธเคมีที่ถูกคิดค้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 นี่เอง เปิดศักราชอาวุธแห่งการฆ่าล้างให้รุนแรงขึ้นกว่าเก่า
รู้จักคลอรีนก่อนถูกนำไปใช้เป็นอาวุธร้าย
คลอรีน(Chlorine) เดิมเป็นสารประกอบที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ โดยจะมีลักษณะเป็นแก๊ส คุณสมบัติเด่นคือมีสีเขียวอมเหลืองและกลิ่นฉุน นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ในอุตสาหกรรมกระดาษ สี สิ่งทอ น้ำยาทำความสะอาดหลากหลายชนิด ไปจนอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งในด้านการฆ่าเชื้อจากวัตถุดิบหรือทำความสะอาดภาชนะที่ใช้งานทั้งหลาย หรือถ้าที่ใช้งานและเกี่ยวข้องอยู่ตอนนี้ น้ำประปาที่เราใช้กันทุกวันนี้ล้วนผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ก่อนออกมาเป็นน้ำสำหรับให้เราได้ใช้อุปโภคบริโภค นับเป็นสารที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับการใช้ชีวิต
แม้จะมีคุณอนันต์แต่โทษของมันร้ายแรงไม่แพ้กัน ด้วยความที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อพื้นเพของมันจึงมีความเป็นพิษสูง ในกรณีได้รับพิษจนเกิดอาการเฉียบพลัน ในปริมาณไม่มากจะเกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองตาและจมูก ไอ สำลัก หายใจลำบาก มากหน่อยก็อาจทำให้เกิดอาการน้ำท่วมปอด ขาดออกซิเจน ทำลายเนื้อเยื่อปอด ไปสู่ระบบหายใจล้มเหลวในเวลาประมาณ 2-3 นาที นี่คือส่วนที่ถูกเล็งเห็นและนำไปพัฒนาเป็นอาวุธในที่สุด
ก้าวแรกของภัยร้ายแห่งมนุษยชาติ
ก่อนจะมีการนำคลอรีนไปใช้เป็นอาวุธ ความพยายามในการใช้อาวุธเคมีเคยเกิดขึ้นมาแล้วนั่นคือฝรั่งเศส ในเดือนสิงหาคม 1914 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ระเบิดขึ้นไม่นาน โดยการนำสารประกอบอินทรีย์ที่มีชื่อว่าไซลิล โบรไมด์(Xylyl bromide) อัดไว้ภายในลูกระเบิดขนาด 26 มม. เมื่อทำงานจะก่อให้เกิดแก๊สที่ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุโพรงจมูก หลอดลม และปอด อีกทั้งส่งผลต่อดวงตา ถูกนำไปใช้ในการบีบพื้นที่ให้ศัตรูต้องออกจากบังเกอร์หรือสนามเพลาะ ในส่วนนี้อานุภาพของแก๊สยังไม่มากหากไม่สูดดมเป็นเวลานาน แต่จะเรียกว่าเป็นบทโหมโรงความเลวร้ายก็คงได้
จากยาฆ่าเชื้อสู่ต้นตำรับแห่งแก๊สพิษ
ชาติแรกที่เริ่มนำคลอรีนมาใช้งานเป็นอาวุธอย่างจริงจังคือเยอรมนี โดยบริษัทผลิตสารเคมีชั้นนำร่วมกับผลิตเพื่อใช้ในการสงครามโดยเฉพาะ ภายใต้การกำกับของ ฟริต ฮาเบอร์ ที่ถูกโลกขนานนามให้เป็นบิดาแห่งสงครามเคมี วันแรกที่ถูกใช้คือ 22 เมษายน 1915 ในแนวหน้าแถบเมืองอีปส์(Ypres) เยอรมนีนำมาใช้งานกับแนวรบสนามเพลาะของฝรั่งเศส สร้างความเสียหายให้แนวรบข้าศึกยาวกว่า 7 กิโลเมตร ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 67,000 คน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นความเลวร้าย เยอรมนีได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่องทันทีที่มีการนำอาวุธชนิดนี้มาใช้งานในสนามรบแต่ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตมากมาย อย่างที่ปรากฏในบันทึกของนายทหารอังกฤษว่า ในการรบที่ถูกโจมตีด้วยแก๊สคลอรีนมีผู้เสียชีวิตทันที 90 ราย อีก 46 รายเสียชีวิตหลังจากนั้น และคนเจ็บอีก 207 ราย นั่นคือบันทึกที่ได้มาจากแนวรบส่วนเดียว ยังมีอีกมากมายหลายแห่งที่แก๊สนี้ถูกนำไปใช้นับจากนั้น
แม้มีอาวุธใหม่ชนิดนี้ไม่ได้การันตีชัยชนะเสมอไป ด้วยจำเป็นต้องอาศัยทางลมไม่ให้แก๊สพัดย้อนกลับมาหาผู้ใช้งาน รวมถึงบางครั้งแม้ถูกแก๊สเล่นงานก็สามารถตอบโต้กลับไปได้ อย่างทหารรัสเซียที่ป้อมปราการออสโซเวค แต่ไม่ใช่ทุกครั้งจะทำได้แบบนั้นทำให้ชาติอื่นจำเป็นต้องทำตาม เมื่อมีผู้ริเริ่มหลังทำการประณามพอเป็นพิธีทุกชาติจึงเร่งพัฒนาอาวุธนี้ของตัวเอง อย่างอังกฤษที่พัฒนาแก๊สคลอรีนของพวกเขาอย่าง Red star แต่ด้วยลมที่เปลี่ยนทิศ ประกอบกับหน้ากากกันแก๊สรุ่นแรกไม่มีความทนทานมากนัก ทำให้อาวุธที่คิดมาพิฆาตข้าศึกกลายเป็นหายนะมาสู่ผู้ใช้งานมันเสียเอง
แก๊สคลอรีนอาจเป็นอาวุธเคมีชนิดแรกที่คิดค้นแต่ไม่ใช่ชนิดสุดท้ายของสงคราม ถัดจากนั้นฟอสจีนถูกคิดค้นและถึงแม้จะไม่ได้ชื่อดังเท่าชนิดอื่น แต่เจ้านี่ก็มีอัตราคร่าชีวิตสูงถึง 85% เมื่อถูกใช้งาน และสร้างผลกระทบในระยะยาวกับผู้ได้รับผลกระทบ ทำให้ถุงลมที่ปอดถูกทำลายจนทำให้เกิดน้ำท่วมปอดหรือติดเชื้อหลังจากนั้น ตบท้ายด้วยแก๊สมัสตาร์ด ราชาของอาวุธเคมีในยุคนั้น ที่นอกจากทำลายระบบหายใจ ยังทำให้เกิดแผลพุพองเพราะสามารถซึมผ่านเสื้อผ้าและสามารถเกิดได้ทั่วทั้งร่างกาย สร้างความทรมานอันเลวร้ายให้กับเหยื่อ และยังทิ้งสารตกค้างไว้บนดิน น้ำ และอากาศ ปนเปื้อนทำให้เกิดผลกระทบในระยะยาวอีกด้วย
หนึ่งในการใช้งานอาวุธเคมีครั้งที่เลวร้ายที่สุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นวันที่ 21 มีนาคม 1918 กองทัพเยอรมันเปิดยุทธการมิคาเอล กับการระดมยิงอาวุธเคมีสาดลงไปแบบปูพรมยาวนานถึงห้าชั่วโมง เป็นผลให้เกิดผู้เสียชีวิตจากการรบครั้งนี้ไปมากกว่า 500,000 ราย และสร้างผู้รับเคราะห์อีกนับล้านที่ต้องทุกข์ทรมานจากผลของอาวุธร้ายชนิดนี้
สู่ปัจจุบันกับความอำมหิตที่ไม่จบสิ้น
ปัจจุบันมีอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี(Chemical weapon convection)ตั้งแต่ปี 1997 ที่มี 65 ประเทศลงนามเข้าร่วม แต่ไม่มีทีท่าว่าอาวุธชนิดนี้จะหายไป นับแต่เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นต้นมา อาวุธเคมีต่างมีส่วนร่วมในสงครามนับจากสงครามโลกครั้งที่ 1 อีกหลายครั้ง ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ,สงครามเวียดนาม ,สงครามอ่าวเปอร์เซีย ไปจนนำไปใช้ก่อการร้ายในปี 1997 ในรถไฟฟ้าใต้ดินของประเทศญี่ปุ่น หรือยกตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคงต้องเป็นสงครามซีเรีย
สงครามซีเรียเป็นสงครามกลางเมืองที่เกิดในประเทศซีเรียที่กินเวลายาวนาน ส่งผลกระทบร้ายแรงทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเฉียด 400,000 และสูญหายอีกกว่า 200,000 ราย ยังไม่นับคนอีกหลายล้านที่ต้องอพยพออกจากบ้านเกิดและไม่มีทีท่าจะได้กลับไปส่งผลกระทบไปทั่วยุโรป แน่นอนว่าอาวุธเคมีก็เป็นหนึ่งในนั้น
แก๊สซารินถูกนำมาใช้งานตั้งแต่สิงหาคมปี 2013 ก่อนเปลี่ยนมาเป็นระเบิดคลอรีนในปี 2014 ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อต่อต้านการเข้าไปหลบในหลุมหลบภัยที่อยู่ใต้ดิน อาศัยการรั่วไหลของแก๊สเล็ดรอดเข้าไปคร่าชีวิตคนที่หลบอยู่ด้านใน แค่ปีแรกที่เริ่มใช้ก็มีการโจมตีด้วยแก๊สคลอรีนไปกว่า 24 ครั้ง จนมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 32 ราย และเลวร้ายกว่าคือผู้รอดชีวิตที่ได้รับผลกระทบอีกหลายร้อย ที่ต้องอยู่อย่างหวาดผวาและทุกข์ทรมานจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปอดนับจากนี้
แน่นอนว่านี่จะไม่มีทางเป็นครั้งสุดท้ายที่อาวุธชนิดนี้จะถูกหยิบมาใช้งาน ไม่ว่าจะมีข้อห้าม กฎบัตร หรืออนุสัญญาเลิศเลอเพียงไร อาวุธเคมีจะคงอยู่บนโลกและมนุษยชาติต่อจากนี้ไปอีกหลายร้อยปี ตราบที่มันยังมีฤทธิ์คร่าชีวิตมนุษย์ได้ง่ายดายและน่ากลัว แต่ไม่ได้หมายความว่าสารเคมีที่ถูกสร้างขึ้นมาเหล่านี้เป็นสิ่งผิด หากไม่นับแก๊สมัสตาร์ดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการสงครามโดยเฉพาะ สารตัวอื่นล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ประโยชน์กับชีวิตของผู้คน
ทั้งคลอรีนที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการฆ่าเชื้อให้อุตสาหกรรมทั้งหลายและการประปา ฟอสจีนที่เดิมก็อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตสีย้อมหรือโฟม กระทั่งซารินแก๊สพิษเลื่องชื่อที่สร้างความเสียหายแก่ผู้คน จุดหมายตั้งต้นของเจอร์ฮาร์ด ชเรเดอร์ผู้ค้นพบสารชนิดนี้ แท้จริงเขาแค่ตั้งใจนำมันมาใช้สำหรับการฆ่าแมลงเพื่อหยุดความหิวโหยของมนุษยชาติเท่านั้นเอง
เห็นได้ชัดว่าสารเหล่านี้เองก็เปรียบเสมือนไฟที่สามารถทำได้ทั้งสร้างชีวิตและทำลายชีวิตไปพร้อมกัน
ขึ้นอยู่กับผู้ใช้อย่างเราเท่านั้นว่าจะนำมันไปสร้างสรรค์หรือทำลายสิ่งใดบนโลกนี้
#peoplepersona
#เขย่งก้าวกระโดด
ที่มา
https://www.bbc.com/thai/international-56405029
https://themomentum.co/syria-chemical-attack/
https://www.halallifemag.com/chlorine-gas-weapon-syria-civil-war/
https://www.siamchemi.com/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99/
https://www.blockdit.com/posts/5ef2c68295d9ef13a534664c
http://infofile.pcd.go.th/haz/67-Phosgene.pdf?CFID=67464&CFTOKEN=44866816
https://www.gypzyworld.com/article/view/608